วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559


บ้านสไตล์กระท่อม หรือ คอตเทช สไตล์เป็นบ้านที่มีรูปทรง ที่ดูอบอุ่นให้ความประทับใจทุกครั้งที่เห็น เหมาะที่จะเป็นบ้านพักผ่อน อันสุขสงบ บ้านซึ่งให้คุณหลีกลี้จากสภาพแวดล้อม ที่จำเจของชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น กระท่อมน้อยริมทะเล บนภูเขาใน ชนบทหรือแม้แต่กระท่อม น้อยกลางเมือง
มีหลายๆ ท่านที่ชอบไอเดียของบ้านสไตล์กระท่อม ได้นำมาสร้างเป็นบ้านสำหรับพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ เป็นสถานที่ฟอกปอดให้ได้รับ อากาศบริสุทธิ์ อย่างเต็มที่ได้นอนหลับสบายเต็มอิ่ม นอนอ่านหนังสือ หรือชมนกชมไม้ได้ทั้งวัน ได้ขุดดินทำสวนอย่างเป็นอิสระ บ้านสไตล์กระท่อมจึงเป็นบ้านที่ไม่เน้น ความใหญ่โตหรูหรา แต่เป็นบ้านที่คุณสามารถดูแลได้ด้วยตัวเองเนื้อที่ไม่ต้องมากนัก มีอุปกรณ์ อำนวยความสะดวกครบครัน และประดับตกแต่งด้วย วัสดุที่คงทนราคา ไม่ต้องแพง แต่มีรายละเอียด และความประณีตพิถีีพิถันของช่างผู้ชำนาญ บ้านทรงกระท่อม จะเป็นบ้านที่แสดงออกถึง บุคลิกลักษณะของตัวคุณเองอย่างเต็มที่ เพราะทุกอย่างของบ้าน เป็นสิ่งที่คุณได้เลือกสรรให้เหมาะกับ ชีวิตและอารมณ์ของคุณอย่างละเมียดละไม
หลายท่านอาจรู้สึกว่าบ้านสไตล์กระท่อมนี้ดูจะเหมือนๆ กับบ้านสไตล์คันทรีที่ได้เคยนำเสนอไปแล้ว ในความเป็นจริง ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะรากฐาน ของบ้านทรง กระท่อมนี้ ก็มาจากบ้านสไตล์คันทรีนั่นเอง แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเรื่องขนาดของตัวบ้าน วัสดุและฝีมือของช่าง สไตล์คันทรี นิยมใช้วัสดุที่เป็น ธรรมชาติและหาได้ในท้องถิ่นแถบนั้น ส่วนฝีมือช่างก็อาจจะไม่ประณีตในรายละเอียดมากนัก ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นระบบ อุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ บ้านสไตล์คันทรีที่แท้จริงจึงมักสูญหายไป และทดแทนด้วยสไตล์คันทรีที่ใช้วัสดุอย่างใหม่ แต่ยังคงไว้ด้วยการตกแต่ง ที่แสดงถึงจารีตประเพณีของท้องถิ่นนั้น
บ้านกระท่อมในยุคต้น เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มคิดที่จะสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เริ่มจากกระท่อมไม้มุงด้วยหลังคาจาก หรือแฝก พัฒนามาเป็น กระท่อมของชาวนา ที่เรียบง่ายอยู่สบาย และมีวิวัฒนาการข้ามศตวรรษมาสู่บ้านกระท่อมในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีเสน่ห์น่ารักสำหรับ การมาใช้ชีวิตครอบครัว ที่หลบจากความสับสนของชีวิตประจำวันมาสู่ความเงียบสงบและอบอุ่นในกระท่อมน้อยนี้
จากศตวรรษหนึ่งสู่ศตวรรษหนึ่ง บ้านทรงกระท่อมก็ได้แปรเปลี่ยนรูปร่างไปหลายแบบตามอิทธิพลของวัฒนธรรมและสังคมในแต่ละสมัย จากกระท่อมหลัง คาแฝก ทรงอังกฤษ (English cottage) มาสู่ กระท่อมทรงคลาสสิกเคปคอต (Cape Cod cottage) และพัฒนามาเป็นบ้านทรงกระท่อม ที่มีรูปแบบเป็น บ้านอยู่อาศัยอันทันสมัย ของผู้คนในยุคปัจจุบันกระท่อมอังกฤษ (English cottage) รากฐานของบ้านทรงกระท่อมได้เริ่มต้นขึ้น ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 จากการเป็นบ้านในสไตล์ระดับกลาง ที่ี่คั่นระหว่างปราสาทราชวังอันหรูหรา ของเหล่าขุนน้ำขุนนาง และบ้านชาวนา ที่ยากจนคอตเทชเป็น บ้านของชาวชนบท ที่มีฐานะปานกลางมีขนาดพอเหมาะและมีการตกแต่งที่งดงามเหมาะกับฐานะ พื้นที่ใช้สอยเป็นบ้านขนาดสองชั้น ชั้นบนเป็นส่วนห้องนอน มีหลังคาสูงชัน และมีขนาดกว้างขวางกว่ากระท่อมมุงแฝก ในช่วงปลายทศวรรษ ค.ศ. 1800 กระท่อมในอังกฤษ ก็ได้แปรรูปโฉมเป็น กระท่อมน้อย ที่ได้รับการประดับตกแต่งราวกับภาพเขียน ด้วยเครื่องตกแต่งอย่างในยุคกลางคือ หน้าต่างกระจกแบ่งซอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีกันสาดเล็กๆ คลุมหน้าต่าง หลังคาสูงชัน เป็นบ้านที่ชวนฝันอย่างในเทพนิยาย
บ้านทรงกระท่อมในสหรัฐอเมริกา กระท่อมรุ่นแรกเริ่มจากการก่อสร้างของชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แมทซาชูเสทส์และได้นำเอาวัฒนธรรม กับรูปแบบของบ้านทรงกระท่อมติดมาจากถิ่นฐานเดิมของตนจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เราพบว่า ชาวอังกฤษมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่พลีมัท โดยสร้างกระท่อมที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 440 ตารางฟุตหรือประมาณ 40 ตารางเมตร บางครั้งก็น้อยกว่านั้นตามแต่ที่ครอบครัวของตนจะมีกำลังสร้างได้
รูปแบบของบ้านกระท่อมสร้างขึ้นจากไม้โอ๊คและหิน หลังคาคลุมด้วยอ้อหรือฟาง ฝาทำด้วยไม้โอ๊คหรือไม้ขัดแตะ และใช้แผ่นไม้ปิดอีกชั้นหนึ่งบางครั้ง ฉาบผิวด้วย ดินทรายและหญ้าเพื่อป้องกันน้ำซึมเมื่อฝนตกหนัก

บ้านสไตล์กระท่อม


กระท่อมทรงเคปคอต ช่วงระยะเวลา 10 ปีต่อจากนั้น ผู้คนที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ต่างยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านเรือนของตน นับตั้งแต่บ้านที่เรียบง่าย สมถะจนถึง แบบบ้านที่งดงามหรูหราโดยมีรูปแบบพื้นฐานมาจากบ้านกระท่อมพื้นถิ่นของอังกฤษซึ่งเปรียบเสมือนกับ แผ่นดินแม่ของตนนั่นเอง จนมาถึงช่วงปลาย ศตวรรษที่ 18 บ้านทรงกระท่อมได้เริ่มปรากฏโฉมอย่างโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยรูปทรง บ้านที่มีหลังคาเดี่ยว ทรงจั่วสูงชัน ซึ่งเป็นรูปแบบของบ้านกระท่อมทรงเคปคอตที่คงอยู่ในปัจจุบัน 
ผู้สร้างกระท่อมที่เคปคอต เป็นกลุ่มแรก คงไม่คิดว่ากระท่อมหลังน้อยนี้ จะกลายเป็นต้นแบบของบ้านทรงกระท่อมในสหรัฐฯ เพราะในสมัยนั้นที่เคปคอต ดูจะเป็นแห่งเดียวที่มีวัสดุก่อสร้างครบครัน ซึ่งแตกต่างจากมลรัฐอื่นๆ ในสหรัฐ กระท่อมเคปคอตปรากฏ โฉมออกมาได้อย่างน่ารักด้วยสัดส่วน ที่พอเหมาะของ ช่วงเสา 10 ฟุต x 10 ฟุต ที่สามารถลากต่อกันลงบนพื้นทรายแสดงแปลนและนำ ไปสร้างณสถานที่ต่างๆได้โดยใช้แบบเดียวกัน กระท่อมเคปคอตจึง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการสร้างบ้านในสหรัฐฯ กระท่อม เคปคอต ประกอบด้วย โถงอเนกประสงค์ 1 ห้อง และเฉลียงทางเข้า เล็กๆพร้อม ด้วยเตาผิง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวใจของบ้านเลยทีเดียว ส่วนฝาด้านนอกทำด้วยไม้ตีเกล็ดตามนอน หน้าต่างบานเลื่อนขึ้นลงแบ่งซอย เป็นลูกฟักเล็กๆมีสัดส่วนอยู่ที่ 12 ช่อง สำหรับบานล่างและ 8 ช่อง สำหรับบานบน มีกันสาดเล็กๆเหนือหน้าต่าง เพราะเนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีลมแรงหากมีกันสาดใหญ่ก็จะทำให้เกิดความเสีย หายเวลามีพายุได้เมื่อกระท่อมคลาสสิกหลังนี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ และพันธุ์ไม้ที่เลื้อยพันอยู่โดยรอบไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้ถึง ความงามน่ารักมีเสน่ห์ของ กระท่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านทรงกระท่อมได้รับ ความนิยมอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยพื้นฐานของบ้านทรงกระท่อม ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ได้ทำให้บ้านกระท่อมมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ในยุคปัจจุบัน และได้กลายเป็นสไตล์บ้าน ที่ได้รับความนิยมมาก สไตล์หนึ่ง บ้านทรงกระท่อมได้ถูกดัดแปลง มาสร้างอยู่ในเมือง เพราะความกะทัดรัดของ บ้านช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังประหยัดเงินค่าก่อสร้างบ้านกระท่อม สามารถจะสร้างสรรค์ให้มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ได้ไม่รู้ลืมได้ไม่แพ้ คฤหาสน์หลังใหญ่ๆ ด้วยการตกแต่งที่ปลุกเร้าความรู้สึก ที่อบอุ่นเป็นกันเองตั้งแต่บรรยากาศ ของธรรมชาติ ภายนอกตัวบ้านมาจนถึงการตกแต่งภายใน

Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Home_Plan/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1.htm#ixzz41HE9PXky

Read More


วัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่มักใช้กับบ้านในสไตล์นได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียม กระจกได้กลายมาเป็น วัสดุก่อสร้างที่มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะกับบ้านพักอาศัยหากยังใช้กับอาคารสูงๆ อีกมากมาย ซึ่งได้พัฒนารูปแบบมาเป็นอาคารชุดพักอาศัยหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันอีกด้วย
จุดเด่นของบ้านอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์
แนวคิดของบ้านในแนวอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์ ได้ลงรากปักฐานอย่างเหนียวแน่นในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยมีจุดเริ่มต้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งมีภูมิอากาศสบายๆ แบบเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นถิ่นของอเมริกันชนในระดับมหาเศรษฐี เนื่องจากการก่อสร้างบ้านในสไตล์ นี้มีต้นทุนสูงจากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ คือ เหล็ก ซึ่งมีราคาแพง เหมาะสำหรับบ้านที่มีขนาดใหญ่ เพราะกำลังของเหล็กสามารถ ใช้พาดช่วงเสากว้างๆได้ บ้านสไตล์นี้จึงมักเป็นบ้านของชนชั้นแนวหน้า หรือผู้มีอันจะกินเป็นส่วนใหญ่ในยุคนั้น
บ้านในแนวอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์สะท้อนลักษณะของการใช้หลังคาแบน โดยรูปร่างหน้าตาของตัวบ้านจะเลี่ยงความสมมาตร หรือความเหมือนกัน ของด้านซ้าย และด้านขวานั่นก็คือการออกแบบจัดแกนให้เป็นแบบอสมมาตร และแสดงโครงสร้างเหล็กหรือคอนกรีตชัดเจน ประตูหน้าต่างมักใช้วงกบ และบานกรอบทำด้วยโลหะเช่นอลูมิเนียมหรือเหล็ก ผนังเกลี้ยงไร้เครื่องประดับและลวดบัวตกแต่ง ประตูทางเข้าก็ไม่ได้เน้นให้เด่นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากบ้านเรือนในแบบประเพณีนิยมในศตวรรษที่ 19 อย่างสิ้นเชิง

บ้านสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนล


โครงสร้างของบ้านในสไตล์นี้ผนังภายนอกจะถูกออกแบบให้เป็นอิสระไม่ต้องรับน้ำหนักจากส่วนอื่นๆ ของโครงสร้าง และมักถูกแขวนหิ้วไว้ด้วย โครงสร้างเหล็กอย่างที่เรียกว่า ผนังม่าน หรือcurtain wall ทำให้มักมีช่องหน้าต่างกระจกเป็นแถบริบบิ้นวิ่งรอบผนังบ้านรวมทั้งตรงมุมของอาคาร ด้วยส่วนผนังภายในก็เป็นผนังเบาโครงสร้างอิสระ ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากกั้นแบ่งพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนตามความต้องการ หลังคาแบน มักมีส่วนยื่นเพื่อให้ดูผนังภายนอกเบาและลอย

โครงสร้างของบ้าน


Read More








แบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์น



Read More




Read More

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559





เตียงนอน

การเลือกเตียงสำหรับลูกควรเลือกชนิด ที่แข็งแรง และปลอดภัย ถ้าลูกยังเล็ก เลือกเตียงแบบที่มี ลูกกรงโดยรอบ (Cot) เพื่อกันไม่ให้เด็กตกเตียง ลูกกรง ควรจะสูงอย่างน้อย 59.5ซม. และใช้ลูกกรงแนวตั้ง เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ใช้เป็นบันได ปีนออกมาได้ ระยะห่าง ระหว่างลูกกรงแต่ละซี่ไม่ควรน้อยกว่า 25 ซม. หรือ 1 นิ้ว และไม่มากกว่า 6 ซม. หรือ 2 นิ้ว เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ยื่น ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เข้าไปติดอยู่ ในระหว่าง ลูกกรงได้ และเตียงเด็กส่วนมากจะมีด้านที่ปรับขึ้นลงได้ เพื่อความสะดวก ในการทำเตียงและอุ้มเด็กเข้าออก ตัวล็อกลูกกรงนี้ต้องแข็งแรง และแน่นหนาพอที่เด็กจะ ไม่กดมันลงไปได้เอง เมื่อเด็กโตขึ้น จนไม่ต้องนอน เตียงแบบนี้แล้ว อาจดัดแปลง มันเป็นโซฟา สำหรับพักผ่อนก็ได้

ที่นอน

ไม่ควรให้เด็กนอนที่นอนเก่า เพราะนอกจาก จะไม่ถูกสุข ลักษณะแล้ว ที่นอนเก่ายังมักจะเสียรูปแล้ว ทำให้รูปร่างของเด็กที่กำลังโตเสียได้ เพราะเด็กจะเติบโต มากที่สุดเวลาที่แกนอนหลับ ควรซื้อที่นอนที่ดีที่สุดให้ลูก
ควรเลือกเที่นอนให้มีความกว้างอย่างน้อย 100 ซม. เพราะเด็ก มักจะนอนดิ้นมากกว่าผู้ใหญ่ การเลือก ที่นอน นิ่ม หรือแข็งนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของคน ที่นอนคนที่น้ำหนักมาก ต้องการที่นอนแข็ง ๆ ซึ่งสามารถ รับน้ำหนักได้ดี และคนที่เบากว่า ก็ต้องการเตียง ที่นุ่มกว่า เพราะฉะนั้นอย่าเลือก เตียงที่แข็งเกินไป สำหรับเด็กเล็ก ๆ เวลาซื้อที่นอนให้ลูก ให้พาแกไปด้วย แล้วให้ลองนอนดู จากนั้นสอดมือเข้าไปโดยคว่ำฝ่ามือลง ใต้ชายกระเบน เหน็บ ถ้ามีช่องว่าง แสดงว่าเตียงแข็งเกินไป หรือถ้าสอดมือเข้าไปลำบาก ก็แสดงว่ามันนิ่มไป แต่ถ้าสอดมือเข้าไปได้ โดยไม่มี ช่องว่าง ก็แสดงว่าที่นอนนั้น เหมาะสม ดีแล้ว และเพื่อช่วย ยืดอายุ การใช้งาน ของที่นอน อย่าให้ลูกกระโดดเล่น บนเตียง เป็นอันขาด .

เฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ และที่เก็บของ

เฟอร์นิเจอร์ใน ห้องเด็ก แต่ละวัยจะมีความพิเศษ แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในยามที่ลูกยังดูแลตัวเองไม่ได้ ผู้ที่จะมีส่วนใน การใช้ ห้องเด็ก มากที่สุดก็คือ แม่หรือ ผู้ดูแลเด็ก ดังนั้นควรจัด เฟอร์นิเจอร์ ที่จะเอื้อประโยชน์ ให้กับคุณแม่ด้วย เช่น พื้นที่สำหรับดูแล เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแต่งตัวให้ลูก ซึ่งควรมี ตู้เก็บของจำเป็นอยู่ใกล้มือ เพื่อความสะดวก ของคุณแม่ ซึ่งพื้นที่นี้สามารถปรับเปลี่ยน เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ หรือโต๊ะเครื่องแป้งของลูกได้ เมื่อแกโตขึ้น เพราะฉะนั้น ควรเลือกเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ของลูกได้ เมื่อแกโตขึ้น เพราะฉะนั้นควรเลือกเป็นโต๊ะ หรือตู้เตี้ยที่เว้นช่องล่าง เพื่อความสะดวก ในการใช้งาน ต่อไปในอนาคต และนอกจากพื้นที่สำหรับดูแล เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ควรเตรียม เก้าอี้นั่งสบายไว้สักตัว เลือกแบบที่รองรับหลัง ได้อย่างเต็มที่ สำหรับเป็นที่นั่ง เวลาให้นมลูก
นอกจากเตียงนอน ที่ต้องเปลี่ยนเมื่อลูกโตขึ้นแล้ว เฟอร์นิเจอร์ อย่างอื่นควรปรับเปลี่ยนได้ เช่น ตู้เสื้อผ้าเด็ก ตอนแรกเกิดนั้น เสื้อผ้าเด็ก มักจะใช้พับมากกว่าแขวน ดังนั้นลิ้นชักจะสำคัญกว่า ราวแขวนเสื้อ ตู้เสื้อผ้า ของเด็ก จึงควรจะใช้ราว แบบที่ปรับระดับได้ หรือถอดออกได้ โดยคุณอาจเสริม ลิ้นชักแบบตะแกรงลวดเข้าไปชั่วคราว เมื่อเด็กไตขึ้นก็ถอดออก และใส่ราวแขวนเข้าไปแทน ระดับของราวแขวนเสื้อ ก็ควรให้เหมาะกับวัยของเด็ก เพื่อที่เด็กจะสามารถหยิบมาแต่งตัวเองได้
เฟอร์นิเจอร์ สำหรับเก็บของเป็นอีกสิ่งที่จำเป็น สำหรับ ห้องนอนทุกห้องไม่เฉพาะห้องเด็กซึ่งมีทั้งแบบที่เป็น
เฟอร์นิเจอร์ บิลด์-อิน หรือแบบลอยตัว แบบแรกจะเป็นแบบ ที่ใช้งาน ได้ดีที่สุดเพราะประหยัดพื้นที่ และสามารถ ใช้พื้นที่ได้ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทำให้ได้พื้นที่ เก็บของมากด้วย คุณสามารถออกแบบพื้นที่ ภายในตู้ได้ ตามต้องการ และเหมาะกับห้อง ที่มีรูปร่าง ไม่สมส่วน เพราะสามารถทำให้ลงตัว กับพื้นที่ได้ทุกแบบ เฟอร์นิเจอร์ แบบบิลด์-อิน ยังติดตั้งอย่างมั่นคง ซึ่งทำให้ปลอดภัย เวลาที่เด็กใช้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นหลักเกาะเวลาลุกขึ้นยืน หรือปีนขึ้นไป ส่วนเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว มีข้อดีตรงราคา ถูกกว่า สามารถโยกย้ายได้ตามต้องการหรือซื้อของมา เพิ่มเติมได้ เมื่อเวลาผ่านไป แต่ต้องมั่นใจว่า มันตั้งได้ อย่างมั่นคง พอที่จะไม่ล้มมาทับเด็กได้
ชั้นวางของแบบโล่งก็เป็นเฟอร์นิเจอร์อีกแบบที่มีประโยชน์มากสำหรับห้องเด็ก อาจใช้ชั้นแบบ ปรับระดับได้ เพื่อให้เหมาะกับ เด็กแต่ละวัย เด็กจะได้หัด เก็บข้าวของด้วยตนเอง แต่อย่าวางของหนัก ๆ เอาไว้บนชั้นสูง ๆ เพื่อให้ เด็กหยิบไม่ถึง แต่เด็กอาจจะปีนขึ้น ไป ดึงลงมาจนหล่นลงมาทับเอาก็ได้


Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Home_Design/Babyroom_14.php#ixzz40xpSSLKV

Read More



ห้องนอนเด็ก การจัดห้องให้กับเด็กนั้นถือเป็น การสร้างนิสัยให้เด็ก มีความเป็นตัวของตัวเองรู้จักที่ะรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็มีหลายคน ที่จัดทำห้องให้เด็กกัน ตั้งแต่แรกเกิดเลยก็มี ซึ่งตามหลัก ในการตกแต่ง ได้มีการแบ่งวัยของเด็ก ออกเป็น แรกเกิด – 3 ปี, 4 – 8 ปี, 9 – 14 ปี และ 15 ขึ้นไป โดยแต่ละวัยนั้น ก็จะมีพัฒนาการ หรือรสนิยมส่วนตัว ที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ ครอบครัว ไทย ๆ จะนิยมให้ลูกนอนด้วย ตั้งแต่แรกเกิดจนโต แต่ในปัจจุบัน หลายครอบครัวก็มักจะจัดเตรียมห้อง ไว้เป็นพิเศษ สำหรับลูกด้วย ซึ่งหากเตรียมการ ตกแต่งไว้อย่างดีแล้ว ก็จะเป็นห้องที่เอื้ออำนวย ความสะดวก ให้กับคุณแม่ในการดูแลลูกน้อย และยังสามารถ ปรับเปลี่ยน การใช้งานสำหรับในยาม ที่ลูกโตพอ จะมีห้องเป็นของตัวเองได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นมาเตรียม สร้าง โลกของเด็ก ให้เหมาะสม กันดีกว่า
สัดส่วนในห้องเด็ก ภายในห้องของเด็กควรมีส่วนต่าง ๆ ดังนี้

  • ส่วนนอน
    เตียงเด็กควรจะจัดเข้ามุมเพื่อให้มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผนังห้องยังช่วยห้องกันไม่ให้เด็กตกเตียง ขณะที่เด็ก ยัง เล็ก ควรจัดให้นอน รวมกันเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และควรหลีกเลี่ยงการใช้เตียงสองชั้น เนื่องจากอาจ เกิดอันตรายจากการปีนป่าย และการตกจากเตียงชั้นบนได้
  • ส่วนเด็กเล่น
    เด็ก ๆ เป็นวัยที่ต้องการเล่นสนุกสนาน ส่วนที่จัดไว้ให้เด็กเล่นทั้งกลางแจ้งและในบ้านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ภายในห้องเด็กควรกันส่วนหนึ่ง ไว้เป็นที่เล่น มีเครื่องเล่นสำหรับพัฒนาการทางกายและสมองของเด็กไว้ให้เด็กด้วย
  • ส่วนทำงาน
    ความต้องการในส่วนนี้เหมาะสำหรับเด็กที่เข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียนแล้วเด้กต้องใช้โต๊ะสำหรับทำการบ้านการฝีมือ เขียนภาพระบายสี ฯลฯ อาจทำเป็นโต๊ะที่พับเก็บได้โดยพับติดฝาผนังหรือติดชั้น หรือเป็นโต๊ะมีล้อเลื่อนเก็บเข้าใต้เตียงหรือพับเก็บเข้าตู้เก็บของได้
  • ส่วนเก็บของ
    ใช้เก็บสิ่งของจำพวกเสื้อผ้า หนังสือและของเล่น จัดไว้ตามที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ เช่น ตามมุมห้อง ที่ว่างหลังประตู ฯลฯ โดยทำเป็น ชั้นสูง เลือกเก็บของที่หยิบใช้บ่อย ๆ ไว้ในชั้นที่เด็กหยิบถึง ชั้นเก็บของเด็ก อาจใช้ไม้ทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปิดด้านหนึ่ง ทาสีสดใสและมีตัวอักษรติดอยู่ เด็กสามารถใช้เรียงตัวอักษรเล่น หรือ ต่อเป็นโต๊ะได้ เมื่อเลิกใช้แล้ว ก็นำขึ้นวาง ซ้อนกันเป็น ชั้นเก็บของ
ห้องนอนเด็ก


Read more: http://www.novabizz.com/CDC/BabyRoom.htm#ixzz40xp99hac

Read More


    
     ความจำเป็นต่อการตัดสินใจตกแต่ง และ ออกแบบภายใน บ้านนั้น จะต้อง กำหนดพื้นที่ใช้สอย ในแต่ละห้องว่า ตำแหน่งใด จะเป็นที่จัดวาง และจัดเก็บของได้ และเอื้ออำนวย ต่อ การใช้พื้นที่ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด นับตั้งแต่ เนื้อที่ทุกตารางเมตร ที่ให้การจัดวางอย่างมีหลักเกณฑ์ตายตัว แน่นอนเช่น ใต้บันได, ใต้เตียง และบริเวณที่เป็นแแง่มุม หรือ กล่อง หรือตู้ที่แยกส่วนประกอบ และประกอบเข้าด้วยกัน ใน ระบบโมดูล่า ตาม ความเหมาะสมของเนื้อที่ ที่จัดวาง ให้สิ่งของเข้าที่ อย่างมีระเบียบ
ประเภทการจัดวาง มี 2 ประเภท
  การจัดวางชั้นโชว์และวางของใช้
วิธีนี้จะต้องคำนึงถึง ประเภทของ ของที่วาง ให้สามารถมองเห็นได้ง่าย เรียกว่า มองเห็นของโชว์ และของใช้ก็ได้ในขณะเดียวกัน เช่น ตู้มีลิ้นชักไว้เก็บของ พร้อมทั้ง วางของโชว์ ของที่ใช้สอยได้ในเวลาจำเป็น อาจจะวางโทรศัพท์ วางกล่องเย็บปักถักร้อย เป็นต้น

                                                                                              การจัดเก็บรักษาอุปกรณ์เครื่องมือ-เครื่องใช้
ชั้นวางของ    การเก็บของบางอย่างต้องเก็บรักษา ให้ปลอดภัยไว้ก่อน ที่จะเกิดอันตรายขึ้น แก่คนและสัตว์ และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่สามารถหยิบฉววยใช้งานได้สะดวกในทันใด
การจัดวางและติดตั้งอุปกรณ์พิเศษต่าง ๆ ในแต่ละห้องจะมีการออกแบบ ในแนวศิลปะที่สามารถจินตนาการได้ ในรูปแบบของตัวเองมากน้อยแค่ไหน จำแนกได้ดังนี้














การติดตั้งชั้นวางของ
กล่าวโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ชั้นวางของเป็นสิ่งที่สามารถติดตั้งได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการอันเหมาะสมของผู้ใช้สอย ตั้งแต่การทำชั้นติดผนัง บริเวณช่องว่างเหนือศรีษะ และบริเวณอื่น ๆ ที่มีที่ว่างพอเพียง
หลักการพิจารณา ติดตั้งชั้นวางของ ในบริเวณที่มีเนือที่จำกัดอาจใช้ วิธีการติดตั้งแบบ Built-in คือ การติดตั้งกับผนัง จะเหมาะสมกว่า การวางบนพื้นแบบอิสระ
ชั้นแบบกล่องแยกชิ้นได้ระบบโมดูลา  ชั้นแบบกล่องแยกชิ้นได้ระบบโมดูลา
การใช้ประโยชน์บริเวณเนื้อที่ ที่อยู่ใต้บันได หรือห้องทำงานก็สามารถ เลือกใช้ อุปกรณ์เก็บของ ที่มีลักษณะเป้นกล่อง หรือเป็นบล็อค ๆ ที่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งเรียกว่า " คิวคิท " หรือ " ลูกบาศก์ " จะมีขนาดกว้างยาวประมาณ 15 นิ้ว
ช่องเก็บของแบบนี้ สะดวกต่อการติดตั้ง และสามารถติดตั้งได้ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน หรือแม้แต่ช่องว่างใต้บันไดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น เป็น ฉนวนกันความร้อน หรือกันเสียงรบกวนได้อีกด้วย
ห้องเก็บของใต้บันไดคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งคือ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสม จะสังเกตได้ว่า การใช้เก็บของแบบนี้ จะมีเนื้อที่ใช้สอยประโยชน์ได้แทบทุกด้านของกล่อง
นอกจากนั้น เราสามารถใช้ หลักการเดียวกันนี้กับวัสดุอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วางหนังสือ ตะกร้าสาน หรือใช้เก็บของพวกของเล่นใน ห้องนอน และอื่น ๆ อีกมากมาย.
ห้องเก็บของใต้บันได
ใต้บันไดก็เป็นพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ได้ดี ในการเก็บของ กระจุกกระจิก แต่ถ้าหากว่าจัดให้ดี ๆ ก็สามารถทำ ที่เก็บกระเป๋า และเสื้อผ้า หรือถ้าหากว่าเรามีเนื้อที่เก็บของ สำหรับพวกนี้ พอเพียงแล้ว พื้นที่บริเวณนี้ไม่ควรปล่อยว่างไว้เฉย ๆ เราสามารถทำเป็นที่เก็บของอื่น ๆ ได้ เช่น ถังแก็ส, ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า หรือเก็บเตารีด ที่รองรีด, ชั้นวางรองเท้า อุปกรณ์ทำความสะอาด หรือกระทั่งอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้าน หรืออะไรอีกจิปาถะ









Read More



   ห้องโถง นับว่าเป็นอีกห้องหนึ่งในบ้าน ที่มีความสำคัญมาก เช่นเดียวกับ ห้องอื่นๆ แต่บางท่าน อาจจะไม่เป็น ความสำคัญของห้องโถงนัก เนื่องจาก คิดว่า เป็นส่วนที่ไม่มีประโยชน์ แต่ความจริงแล้ว ห้องโถง หรือ ส่วนที่เป็น "โถง" นั้นเป็น ส่วนที่สำคัญของ บ้าน เพราะเป็น ด่านแรก ของทางเข้าบ้าน หรือถ้าเป็น โถงบันได คือ ส่วนที่ว่างตรงหน้าบันได ก็จะเป็น ด่านแรก ของการขึ้นลง บันได ซึ่งส่วนของโถง จะเป็นส่วน ที่ให้ ความรู้สึกทางจิตใจ ทำให้เราปรับ ความรู้สึก ในการเดินทาง จากภายนอก เข้าสู่ตัวบ้าน และยังเป็น ส่วนที่รองรับ สิ่งกระทบต่างๆ จากภายนอกบ้านเช่น ความเปียกชื้น การเปื้อนเปรอะ ต่างๆ เป็นต้น
หากเป็น บ้านทาวน์เฮาส์ ก็จะมีส่วนที่เป็นโถงบันไดหลายแห่ง เพราะมีหลายชั้น ซึ่งส่วนโถงนี้ อาจเป็นส่วนที่มีประโยชน์ ให้เราพักเหนื่อย หรือตรวจดู ความเรียบร้อย ของ เครื่องแต่งกาย ได้ เป็นต้น นอกจากนี้ ห้องโถง ยังสามารถใช้ เป็นห้องที่ช่วยสร้าง บรรยากาศของบ้าน เช่น ให้ความรู้สึก โปร่งใส สะอาด และความเป็นธรรมชาติ มีชีวิตชีวาจาก ธรรมชาติภายนอกได้ โดยการจัด องค์ประกอบ ต่างๆ ให้เข้ากัน

ข้อแนะนำในการจัดห้องโถง
   ควรจะจัดให้ห้องโถง สามารถมองออกไป เห็นต้นไม้ได้ เพื่อความสดชื่น และห้องควรมีแสง จากภายนอก ส่องเข้ามาเพราะแสงแดด จากธรรมชาติ มีผลโดยตรง ต่อสุขภาพอนามัยของเรา และยังช่วย ประหยัดไฟฟ้า ได้ด้วย หากเราไม่สามารถ นำแสงธรรมชาติเข้ามา ในห้องโถงได้ เราอาจใช้วิธี เจาะเพดาน หรือข้างฝา เพื่อให้แสง สาดส่องเข้ามาได้ หรืออาจติดไฟไว้ ตอนบนของเพดาน หรือข้างฝา




การจัดวาง เฟอร์นิเจอร์ ควรจัดหาเคาน์เตอร์ หรือโต๊ะที่ติดผนัง เพื่อให้ดูโล่งไม่อึดอัด แต่ไม่ควรใช้ เฟอร์นิเจอร์ ที่จัดวางลอยๆ เพราะ จะทำให้ เปลืองเนื้อที่ โดยรอบ เฟอร์นิเจอร์ หากเป็น โถงบันได ที่มีเนื้อที่ไม่มากนัก และมืดทึบ ควรใช้สีอ่อนๆ ทาผนัง เพราะสีอ่อนๆ จะช่วยสะท้อนแสง ที่มาจากบริเวณอื่น ทำให้โถงบันไดสว่างขึ้นได้ หรือบางที่อาจใช้วิธี เจาะช่องแสง จากหลังคาเหนือบันได


Read More



   คนเราโดยปกติแล้ว ต้องใช้ชีวิตอยู่กับ การทำงาน ในสถานที่ทำงาน หรือหน่วยงานต่างๆ วันหนึ่งๆ ประมาณ 8 ชม. เป็นอย่างน้อย แต่มิใช่ว่าเรา จะทำงาน เพียงแค่นั้น เพราะบางครั้ง เรายังต้องหอบหิ้วงานการ กลับมาทำ ที่บ้านด้วย หรือบางคนมักจะกล่าวว่า ทำงานที่บ้าน หัวสมองแล่น กว่าที่ทำงาน ฉะนั้นจะเห็น ได้ว่ามุม หรือห้องทำงาน จึงจำเป็น อย่างมากในบ้าน ซึ่งเราควรมี ห้องทำงาน ที่เหมาะสม เอื้ออำนวย และสร้างบรรยากาศที่ดี ในการทำงานได้ เพื่อจูงใจ ให้อยากทำงาน หรือ บางครั้งการมีห้องทำงาน ที่ตกแต่งได้ดี ยังอาจช่วย ผ่อนคลายเรื่องเครียดๆ ได้อีกด้วย
ห้องทำงาน เป็นห้องที่ประกอบไปด้วย อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำนำสมัยอยู่ เสมอจึงสะท้อน ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบ งานออกแบบตกแต่งภายใน มาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ในอดีตภายในห้องอาจมี เพียงแค่ เครื่องเสียงไฮไฟ โทรทัศน์ และ เครื่องเล่นวิดีโอ เท่านั้น แต่ปัจจุบันภายใน ห้องทำงาน มีทั้ง เครื่องเล่นดีวีดี ระบบเสียงรอบทิศทาง คอมพิวเตอร์ แฟกซ์ และ พริ้นเตอร์ รวมถึง ห้องอื่นๆ ภายในบ้าน ก็อาจต้องประกอบไปด้วยสิ่งเหล่านี้เช่นกัน นอกจาก บ้านสมัยใหม่ ทั่วไป มักมี การติดตั้ง ระบบรักษาความปลอดภัย ที่ทันสมัย เพื่อคุ้มครอง ทรัพย์สินมีค่าภายในบ้านอีกด้วย
ในอดีตที่ผ่านมา อุปกรณ์เทคโนโลยี เหล่านี้ มักถูกซ่อน หรือ ปกปิดไว้อย่าง มิดชิด แต่สำหรับบางคน กลับชอบที่จะโชว์ สิ่งเหล่านี้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โทรทัศน์ และ จอคอมพิวเตอร์ แต่จะซ่อนอุปกรณ์ประกอบที่ไม่สวยงาม เช่น Hard Drive พริ้นเตอร์ เครื่องเล่นดีวีดี และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ช่วยสร้าง ระบบบันเทิง สมบูรณ์แบบ เอาไว้ใน ตู้เก็บของ ที่ถูก ออกแบบ สร้างขึ้นมา ให้กลม
กลืนกับ ห้องอย่างลงตัว สำหรับ " สายไฟ " ที่ดูเหมือน จะเป็นตัวปัญหาเสมอ ใน อดีต เพราะสายไฟที่ยุ่งเหยิงมักจะทำให้เกิดภาพ ภายในห้อง ที่ไม่น่าด ูเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน คุณสามารถรวม สายไฟ หลายๆ เส้นไว้ใน สายเคเบิล เพียงเส้นเดียวได้ และในอนาคต อีกไม่นานปัญหานี้ ก็จะหมดไปด้วย เทคโนโลยีีไร้สาย ที่ทันสมัยที่สุด


การเลือกห้องทำงานมีหลักดังต่อไปนี้
1. ควรเป็นห้องที่มีอากาศถ่ายเท หมุนเวียนตลอดเวลาโดยมีช่องเปิด เช่น หน้าต่าง ประตู ช่องระบายอากาศ อย่างเพียงพอ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของพื้นที่ห้อง
2. มีแสงสว่างพอเพียงกับการทำงาน ไม่จ้าเกินไป หรือน้อยเกินไป คือควรมีแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 30-40 ฟุต แรงเทียน
3. เนื่องจากการทำงานต้องใช้สมาธิมาก ดังนั้น ห้องทำงาน จึงจำเป็นต้องมีความสงบเงียบ ปราศจาก เสียงรบกวน ซึ่งควรมีเสียงดังไม่เกิน 30 เดซิเบล
4. กลิ่นนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดการรบกวนประสาทสัมผัส ดังนั้นห้องทำงาน จึงไม่ควรอยู่ใกล้กับแหล่ง ที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นเน่าเหม็น กล่นสารเคมี เป็นต้น
5. ในห้องทำงานไม่ควรมีควันฝุ่น เพราะสิ่งนี้ มีอันตราย โดยตรงต่อร่างกาย คือ ทำให้ร่างกาย อ่อนเพลีย อารมณ์เครียด และอาการเจ็บป่วย
ข้อแนะนำในการจัดตกแต่งห้องทำงาน ก่อนอื่น เราต้องคิดก่อนว่า ห้องทำงานนั้นจะใช้ทำกิจกรรมใดบ้าง เพื่อจะได้ออกแบบ และแต่งห้องได้เหมาะสม กับประโยชน์ใช้สอย ในกิจกรรมแต่ละประเภท ซึ่งได้แก่ หากเป็นงานประเภทขีดๆ เขียนๆ ควรจัดในห้อง ที่โปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก สีสันของห้อง ควรเป็นโทน สีกลางๆ เย็นตา มีอุปกรณ์ เครื่องใช้ ประเภท โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ โต๊ะพิมพ์ดีด ที่สูงไม่เกิน 72 เซนติเมตร ไว้วาง เครื่องพิมพ์ดีด
ห้องสำหรับงานฝีมือ อาจจัดเพียงมุมใดมุมหนึ่งของห้อง ห้องทำงานประเภทนี้ควรมีลักษณะสีสัน นุ่มนวล สวยงาม พื้นทำความสะอาด ได้ง่าย และไม่ควรทำให้พื้นเป็นรอยสกปรก เพราะเมื่อเข็ม หรืออุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ หล่นไปจะได้ หาไม่ยาก ควรมีโต๊ะอย่างน้อย 2 ตัว ตัวหนึ่งบนโต๊ะควรปูด้วยพื้นพีวีซี เพราะจะทนต่อการถูกกรีด จากการตัดเย็บ อีกตัวหนึ่งสำหรับการตัดเย็บผ้าด้วยจักร และมีเก้าอี้ 2 ตัว เพราะการนั่งเย็บจักร กับการเย็บผ้าด้วยมือมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน
การทำงานฝีมือเป็นงานที่ละเอียด และต้องการ ความประณีตอย่างมาก ดังนั้นห้องจึงควรมี แสงสว่าง ที่เพียงพอ ไม่เกิดเงากัน คือถ้าทำงาน ฝีมือธรรมดา ควรมีแสงสว่างไม่ต่ำกว่า 50 ฟุตแรงเทียน และถ้าเป็น งานฝีมือที่ประณีตมากๆ ควรมีความสว่าง ไม่ต่ำกว่า 100-150 ฟุตแรงเทียน โดยอาจมีแสงไฟเป็นโคม หรือนีออน ติดในระดับตา ในกรณีแสงไม่พอ ในห้องเย็บจำเป็น ต้องมีที่เก็บของ เพื่อความ เป็นระเบียบ และหยิบใช้สะดวก คือ ควรมีหิ้งที่จะวางผ้า เป็นพับๆได้ มีที่วางกล่องเข็ม กระดุม ด้าย เทป ชอล์กเขียนผ้า และกระจก ลองแบบเสื้อที่สำหรับรีดผ้า และราวแขวนเสื้อ เป็นต้น





Read More

     คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอิทธิพลของแสงแดด ที่มีต่อตัวบ้านจะมาจาก ทิศทางทิศตะวันออกและ ทิศตะวันตกเท่านั้น เพราะเป็นทิศ ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นในช่วงเช้าและตกในช่วงเย็น ฉะนั้นการออกแบบ บ้านจึงต้อง คำนึงถึงแสงแดด ที่ส่องมาจาก สองทิศนี้เท่านั้น แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ความร้อนที่เกิด ขึ้นในบ้านโดยได้รับอิทธิพลของแสงแดด ที่ส่องมาจากทางทิศเหนือ และทิศใต้นั้น ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ในกรณีของประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ ที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร หรือค่อนมาทาง ซีกโลกเหนือ จะได้ รับอิทธิพลของแสงแดดที่ส่องมาจาก ทางทิศใต้มากกว่าแสงแดด ที่ส่องมาจากทางทิศเหนือ เพราะแสงแดด จะทำมุมเฉียง มาจากทิศทางใต้มากกว่า ทั้งนี้ แสงแดดที่ส่องมาจากทาง ทิศตะวันออก และ ทิศตะวันตก จะเป็นผลมาจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง ในแต่ละวัน ส่วนแสงแดด ที่ส่องมาจากทาง ทิศเหนือและ ทิศใต้ จะเป็นผลมาจากการที่โลก โคจรรอบดวงอาทิตย์ในแต่ละปี ซึ่งในกรณีนี้ทิศทางของแสงแดดจะเปลี่ยน แปลงตามฤดูกาล




การทำความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางของแสงแดด จะต้องอาศัยความรู้พื้นฐาน ทางด้านภูมิศาสตร์ บ้าง โดยอาจสรุปประเด็น ที่เกี่ยวข้องออก เป็นข้อๆได้ดังนี้
1. โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบกินเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งมีผลทำให้เกิดปรากฏการณ์ กลางวัน และกลางคืน ทำให้เห็น ดวงอาทิตย์ ขึ้นทาง ทิศตะวันออก ในตอนเช้าและตกทาง ทิศตะวันตก ในตอนเย็น
2. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา 1 ปีหรือ 365 วัน โดยแนวแกนที่ โลกหมุนรอบตัวเองทำมุมเอียงประมาณ 23.5 องศา กับแนวแกนของโคจร ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่ง มีผลทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ
3. ประมาณวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี จะเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของ โลกมากที่สุด ดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือขึ้นไป ในแนวดิ่งพอดีกับพื้นที่ที่อยู่ตรงบริเวณ แนวเส้นศูนย์สูตร ในช่วงเวลานี้ขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้จะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เท่ากัน และจะเป็นช่วงเวลาที่กลางวัน ยาวเท่ากับกลางคืนในทุกๆ ประเทศ มีชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า วิษุวัต หรือ Equinox ( หมายถึง Equal Night ) โดยในช่วงเวลานี้จะเป็น วสันตวิษุวัต หรือ Vernal Equinox คือ เป็นช่วงเวลาที่ประเทศต่างๆ ทางซีกโลกเหนือ อย่างเข้าสู่ ฤดูใบไม้ผลิ
4. ประมาณวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปีบริเวณขั้วโลกเหนือ จะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากที่สุด ขณะที่แนวเส้นศูนย์สูตรของโลก จะอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ในเวลานี้จะเป็นช่วงฤดูร้อน ของประเทศทางซีกโลกเหนือ และจะเป็นช่วงฤดูหนาว ของประเทศ ทางซีกโลกใต้ มีชื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Summer Solstice โดยในช่วงเวลานี้เองจะเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน ขึ้นกับ บางประเทศที่อยู่ ใกล้กับขั้วโลกเหนือ เช่น ประเทศนอร์เวย์ เป็นต้น
5. ประมาณวันที่ 21 กันยายนของทุกปีจะเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ของโลกมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ดวงอาทิตย์ จะอยู่เหนือขึ้นไปในแนวดิ่งพอดีกับพื้นที่ที่อยู่ ตรงบริเวณแนว เส้นศูนย์สูตร ในช่วงเวลานี้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ จะอยู่ห่างจาก ดวงอาทิตย์เท่ากัน และจะเป็น ช่วงเวลาที่กลางวันยาวเท่ากับ กลางคืน เช่นเดียวกับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 21 มีนาคม แต่ ในช่วงเวลานี้จะเป็น ศารทวิษุวัต หรือ Autumnal Equinox คือเป็นช่วงเวลาที่ต่างประเทศต่างๆ ทางซีกโลกเหนือ อย่างเข้าสู่ ฤดูใบไม้ร่วง
6. ประมาณวันที่ 21 ธันวาคมของทุกปีบริเวณ ขั้วโลกใต้ จะเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ มากที่สุด ขณะที่แนว เส้นศูนย์สูตร ของโลก จะอยู่ไกล จาก ดวงอาทิตย์มากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ในเวลานี้จะ เป็นช่วงฤดูร้อน ของประเทศทางซีกโลกใต้ และจะเป็นช่วงฤดูหนาว ของประเทศ ทางซีกโลกเหนือ โดยในช่วงเวลานี้จะใกล้เทศกาล คริสต์มาส ซึ่งประเทศที่อยู่บริเวณ ตอนบนของซีกโลกเหนือ จะมีหิมะตก ค่อนข้างมาก มีชื่อเรียก ปรากฏการณ์นี้ว่า Winter Solstice
จากข้อมูลทางภูมิศาสตร์ข้างต้น เมื่อดูจากตำแหน่งทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย แล้ว เราสามารถ สรุปประเด็นเกี่ยวกับ ทิศทางของแสงแดดที่มีอิทธิพลต่อบ้านเราในช่วงฤดูกาลต่างๆ ได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร ทิศทางของแสงแดดตามฤดู กาลจะส่องเฉียงมาจาก ทางทิศใต้ มากกว่าทางทิศเหนือ
2. ช่วงเวลาที่ ดวงอาทิตย์ อยู่ใกล้ เส้นศูนย์สูตร ของขั้วโลกมากที่สุดคืออยู่เหนือขึ้นไปในแนวดิ่ง พอดีกับพื้นที่ที่อยู่ตรงบริเวณ แนวเส้น ศูนย์สูตร ประมาณวันที่ 21-23 มีนาคม และวันที่ 21-23 กันยายนของทุกปี สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ ค่อนมาทาง ซีกโลกเหนือแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าว จะได้รับอิทธิพลจาก ดวงอาทิตย์ โดย แสงแดด จะส่องเฉียงมาจากทาง ทิศใต้ ทำมุมยอด 14 องศาในตอนเที่ยง
3. ช่วงเวลาที่แสงแดดส่องมาจาก ทางทิศเหนือจะอยู่ระหว่าง ช่วงเดือน พฤษภาคม ถึงเดือน สิงหาคม ของทุกปี เดือนที่แสงแดดส่อง เฉียง มาจากทาง ทิศเหนือ มากที่สุดจะเป็นช่วงเดือน มิถุนายน ประมาณวัน ที่ 21-23 โดยจะทำมุมยอด 9.5 องศาในตอนเที่ยง
4. ช่วงเวลาที่แสงแดดส่องมาทาง ทิศใต้ จะอยู่ระหว่างช่วงเดือน กันยายน ถึงเดือน เมษายน ของปีถัด ไปทุกปี เดือนที่แสงแดดส่อง เฉียง มาจากทาง ทิศใต้ มากที่สุดจะเป็นช่วงเดือน ธันวาคม ประมาณวันที่ 21-23 โดยจะทำมุมยอด 37.5 องศาในตอนเที่ยง
จากข้อสรุปข้างต้นจะเห็นได้ว่า สำหรับบ้านเรานั้น แสงแดดที่ส่องมาจาก ทางทิศเหนือและทิศใต้มี อิทธิพลต่อ การออกแบบบ้าน อยู่มิใช่น้อย เพราะจะมีผลต่อความร้อน ที่เกิดขึ้นในแต่ละห้อง ของบ้านใน ฤดูกาลต่างๆ โดยเฉพาะแสงแดด ที่ส่องมาจาก ทางทิศใต้ จะทำมุม ค่อนข้างต่ำ และส่องอยู่เป็นระยะเวลานาน ฉะนั้นการออกแบบบ้าน โดยคำนึงถึง แสงแดดที่ส่องมาจาก ทิศทางดังกล่าว นอกเหนือไปจาก แสงแดดที่ส่องมาจาก ทางทิศตะวันออกในช่วงเช้าและทิศตะวันตกในช่วงเย็นแล้วจะช่วยให้สามารถออก แบบบ้าน เพื่อป้องกัน ความร้อนจากแสงแดด ที่ส่องมาจากทุกๆ ทิศทางได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งหมายถึง จะช่วยให้บ้านอยู่สุขสบายขึ้น ลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ

Read More


   ที่ว่างภายในบ้านและอาคารเป็นพื้นฐาน สำหรับ การตกแต่งภายใน ส่วนใหญ่พื้นที่การใช้สอย ได้รับการกำหนด มาล่วงหน้าแล้ว ในขั้นตอนการก่อสร้าง ว่าจะมีกี่ห้องนอน กี่ห้องน้ำ กำหนดให้ห้องรับแขก อยู่ที่ไหน และใช้พื้นที่ใด้ เป็นห้องครัว หรือห้องรับประทานอาหาร แต่จะมีสักกี่ราย ที่สามารถใช้พื้นที่ใช้สอยตามความต้องการ และความจำเป็น ก่อนการปลูกสร้าง เพราะส่วนใหญ่ ในการซื้อบ้านนั้น มักจะซื้อ บ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ที่มีการจัดพื้นที่ใช้สอยไว้ล่วงหน้าแล้ว
ถ้าท่านสามารถกำหนดไว้ได้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม แต่ในขณะนั้นความต้องการ และความจำเป็นในการใช้พื้นที่ใช้สอยนั้น สำหรับคู่สามี-ภรรยาที่แต่งงานกันใหม่ ห้องนอนจึงใช้เพียงห้องเดียว พื้นที่ใช้สอยอื่น ก็ทำไว้สำหรับสองคนเท่านั้น แต่เมื่อครอบครัวขยายขึ้น ความต้องการพื้นที่ใช้สอยจึงเปลี่ยนไป

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ใช้สอย ภายในบ้านนอกจาก จะเปลี่ยนตาม ความจำเป็น ของสภาพครอบครัวแล้ว สิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะเป็นตัวกำหนด ก็คือ " รสนิยม " ซึ่งเป็นตัวกำหนด หลักการของการตกแต่ง ให้ออกมารูปแบบต่าง ๆ เดิมอาจชอบเปิดโล่ง ที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกันได้ทั้งบ้าน โดยไม่มีผนังมากั้นกลาง ภายหลังเพื่อ ความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงต้องการมีห้องที่มีลักษณะปิดกั้นจากภายนอก หรือเดิมชอบบ้านแบบเรียบ ๆ มีของตกแต่งเท่าที่จำเป็น แต่กลับมาชอบการตกแต่งที่สมบูรณ์แบบ มีภาพแขวนบนผนัง มุมว่างจัดวางไว้ด้วยประติมากรรม หน้าต่างและประตูทุกบานติดม่านจับจีบ ซึ่งความต้องการเหล่านี้ อาจจะต้องทำให้มีการกั้นห้อง หรือรื้อผนังออกไป เพื่อความเหมาะสมของการตกแต่ง.


           

     ก่อนที่จะรื้นถอน หรือกั้นผนังเพื่อเป็นการปรับปรุงพื้นที่การใช้สอยนั้น ควรพิจารณาถึง วิธีการอย่างง่าย ๆ เสียก่อน ลองพยายามนึกถึงห้องต่าง ๆ ภายในบ้านอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน บางทีเพียงแต่ท่านสลับห้องกันระหว่างห้องนอน และห้องนั่งเล่นก็อาจจะได้สิ่งที่ต้องการ โดยไม่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ ถ้าต้องการห้องรับแขกที่กว้างขวาง อาจจะเอาเฟอร์นิเจอร์ ที่เกินความจำเป็นออกไป หรือจัดกลุ่มเครื่องเรือนใหม่ ทำให้เกิดที่ว่างกว้างขวางกว่าเดิม
อีกประการหนึ่งให้นึกถึง ความสัมพันธ์ ระหว่างธรรมชาติภายนอก กับการใช้สอยภายใน การที่จะใช้พื้นที่ไหนทำอะไร จะต้องคำนึงถึงแสงสว่าง ทิศทางลม ตัวอย่างเช่น แสงแดดในยามเช้านั้นดูน่าสบายในการรับประทานอาหารเช้า จึงควรจัดห้องรับประทานอาหาร ให้อยู่ด้านที่แสงแดด ส่องเข้าถึง ห้องพักผ่อนสำหรับครอบครัว ควรจะอยู่ในที่อากาศถ่ายเทได้ดี สามารถอยู่อาศัยได้ทั้งวัน จะต้องเป็นห้องที่ไม่ที่เสียง และฝุ่นละอองจากภายนอก แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจจะต้องใช้ฉาก หรือม่านกั้นหรือระบบปรับอากาศ
ในกรณีที่คุณมีเงินมากพอ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พื้นที่ใช้สอย ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่จะรื้อบางส่วนออก หรือสร้างผนังบางส่วน ขึ้นมาก็ย่อมเป็นไปได้ แต่ถ้าจะทำเช่นนั้นควรวางแผนและไตร่ตรองให้รอบคอบแล้วเท่านั้น เพราะเมื่อจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้ว ต้องมั่นใจว่า จะได้รับประโยชน์จากที่ว่างอย่างสูงสุด หรือผนังภายในบ้านแบ่งได้กว้าง ๆ ออกเป็นสองประเภท คือ ผนังรับน้ำหนัก และผนังที่ไม่ได้รับน้ำหนัก การรื้อผนังที่ไม่รับน้ำหนักสามารถรื้ออกได้ทันที แต่การรื้อผนังรับน้ำหนักที่ต้องรับน้ำหนักชั้นบนอยู่ จะต้องทำคานสำหรับรับน้ำหนักไว้แทน วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่าผนังไหนรับน้ำหนัก คือ ถ้ามีผนังด้านบน ตรงกับผนังด้านล่าง แสดงว่าเป็นผนังรับน้ำหนัก..


Read More



1 งานขั้นวางแผนแนวทางการออกแบบ ( Programming Phaze )
ขั้นการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลสำหรับการออกแบบของโครงการจากเจ้าของโครงการ เพื่อทำการสรุป ความต้องการขั้นต้น ของลูกค้า หรือ เจ้าของโครงการ
1.1 รับข้อมูล วัตถุประสงค์ และความต้องการของผู้ว่าจ้าง ข้อมูลที่จำเป็นต่อการขอคำปรึกษาจากนักออกแบบตกแต่งภายในได้แก่
1.1.1. ขนาด ที่ตั้งและรูปร่างของโครงการหรืออาคารที่จะทำการตกแต่ง
1.1.2. งบประมาณที่ได้ตั้งใจไว้
1.1.3. รูปแบบหรือ Style ที่ชอบเป็นพิเศษ
1.1.4. ความต้องการหรือประโยชน์ใช้สอยที่ต้องการจากพื้นที่นั้นๆ
1.1.5. ข้อจำกัดต่างๆ ในงานออกแบบ (ถ้ามี) และ
1.1.6. ของประดับใดหรือสีใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และต้องการให้มีในงานออกแบบ (ถ้ามี)
โดยในขั้นตอนนี้อาจจะมีการพบปะพูดคุยระหว่างสถาปนิก และลูกค้ามากกว่า 1 ครั้งเพื่อ ปรับความเข้าใจต่างๆ ให้ตรงกัน และบ่อยครั้งที่ลูกค้าใช้ การพูดคุยในขั้นตอนนี้เพื่อพิจารณาตัวสถาปนิก ว่าสามารถทำงานด้วยกันได้หรือไม่น่าเชื่อถือเพียงใด และมีความสามารถ หรือรูปแบบของงานตรงกับ ความต้องการของลูกค้าหรือไม่ และในทำนองเดียวกัน สถาปนิก ส่วนใหญ่ก็จะใช้ขั้นตอนนี้ ในการพิจารณาว่าจะรับงานของลูกค้ารายนั้นหรือไม่ ด้วยเช่นกัน
1.2 เสนอแนวความคิดในการออกแบบ ( Prelininaly Concept )
สถาปนิก จะทำการวางแนวความคิดในการออกแบบคร่าวๆให้กับลูกค้าทำการ พิจารณา รูปแบบการออกแบบ (Style) รวมทั้งแบ่งพื้นที่ ใช้สอยคร่าวๆ (Zoning) หรือวางผังพื้นที่ใช้สอย อย่างง่ายๆ (Lay-out Plan) เพื่อให้ลูกค้าทำการพิจารณา การแบ่งพื้นที่ทั้งหมดว่าตรงกับความต้องการใช้งานจริง ของลูกค้าหรือไม่
2 งานออกแบบร่างขั้นต้น ( Schematic Design Phaze )
สถาปนิก จะนำแนวความคิดในการออกแบบ และผังพื้นที่ในการใช้สอย ที่ได้ผ่านการอนุมัติ จากลูกค้าแล้วมาพัฒนาเป็น แบบร่างอย่างง่ายๆ เพื่อให้ ลูกค้าเกิดจินตภาพ ได้ว่างานออกแบบทั้งหมด จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสถาปนิกจะทำการนำเสนอเป็นภาพ Sketch หรือ Perspective หรือ Model ก็ได้
2.1 แบบร่างขั้นต้นแสดงถึงการใช้สอยพื้นที่ในอาคาร ( Layout Plans )
2.2 รูปทัศนียภาพ ขาว-ดำ ( Black White Perspective Sketch )
2.3 การเสนองบประมาณค่าใช้จ่าย ( Preliminary Budget )
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ลูกค้าจะเริ่มเข้าใจและมองเห็น หน้าตาของงานออกแบบ ที่สถาปนิกจะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป และลูกค้าอาจจะขอปรับแบบได้ แต่ไม่ควรจะแก้ไขแบบจนผิดไปจาก แนวความคิดใน การออกแบบและผังที่ได้วางเอาไว้ เพราะจะทำให้สถาปนิก ต้องกลับไป เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนอกจากนี้ จะกำหนดจำนวนครั้งใน การขอแก้ไขแบบในขั้นตอนนี้ไว้ไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้งานออกแบบไม่ยืดเยื้อ และแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด
3 งานออกแบบขั้นพัฒนา ( Design Development Phaze )
3.1 แบบแปลนการจัดห้อง และพื้นที่ใช้สอยต่าง ( Layout Plans )
3.2 รูปทัศนียภาพ สี ขาว-ดำ ( Color or Black White Perspective Views )
3.3 รูปด้าน ( Elevation Drawings )
3.4 ตัวอย่างการใช้สี และวัสดุอุปกรณ์ ( Material Board )
3.5 แบบจำลอง ( Model )
ในขั้นตอนนี้ สถาปนิกจะทำการพัฒนาแบบ ต่อจากแบบร่างขั้นต้น โดยนักออกแบบมักจะนำเสนอเป็นภาพ Perspective ที่เสมือนจริงหรือ Model ที่ ใกล้เคียงกับงานออกแบบ ที่จะออกมามากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการ งานทั้งหมด ได้ชัดเจน และในขั้นตอนนี้ลูกค้า อาจจะขอแก้ไขแบบร่าง ในส่วนรายละเอียดได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากแบบในขั้นตอนนี้ มักจะได้รับการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้น เกือบทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ดี หากลูกค้าต้องการทำการแก้ไขส่วนหลักๆ ในแบบร่าง ใน ขั้นตอนนี้ บริษัทจะขอคิดค่าบริการเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นการเพิ่มงาน หรือจัดว่า เป็นงาน ออกแบบใหม่เลยทีเดียว


ขั้นตอนการออกแบบ-เขียนแบบสถาปัตย์

Read More



       “บ้าน” ควรจะสร้างเพื่อความสุขตามอัตภาพของผู้อยู่อาศัย และความเป็นมนุษย์คือการได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ได้สัมผัสธรรมชาติ           และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ในการออกแบบบ้านสิ่งที่สำคัญในการนำมาพิจารณา ก็มีอยู่หลายประการ ดังนี้
การจัดพื้นที่เป็นสัดส่วน การจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนสามารถลดปัญหาขัดแย้งภายในบ้านได้เช่น การฟังเพลง การดูโทรทัศน์ การทำการบ้าน การนอน การทานอาหาร การทำครัว การสังสรรค์ หรือประหยัดพลังงานเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ หรือป้องกันเสียง และกลิ่นรบกวน หรือป้องกันยุง 
แสงธรรมชาติ การจัดให้ทุกพื้นที่ได้รับแสงธรรมชาติ ช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศที่น่า แสงธรรมชาติควรจะมาจาก ส่วนบนของห้อง จะทำให้การกระจายแสงดี และแสงไม่จ้า ดังนั้น สีของเพดานจึงควรจะเป็นสีออกสว่าง ส่วนสีผนัง หากใช้สีสว่างเกินไปจะจ้า จึงควรคล้ำลงบ้าง การระบายอากาศ ห้องที่ควรจะใช้หลักการระบายอากาศตามธรรมชาติ ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องทานอาหาร ห้องพักผ่อน เป็นต้น 
การปรับอากาศ ห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่คนใช้เวลาอยู่มากที่สุด ใช้เครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ ห้องนอนจึงต้องออกแบบให้มีสภาพของห้องเย็น คือมีฉนวนป้องกันความร้อนอย่างดี จึงจะใช้เครื่องปรับอากาศเล็กนิดเดียว แล้วจะได้ไม่เปลืองไฟ ตำแหน่งของเครื่องระบายความร้อน ต้องไม่รบกวน และไม่นำความร้อนกลับเข้ามา ส่วนของเครื่องเป่าลมเย็น จะต้องไม่เป่าโดนตัวให้การกระจายลมดี และทำความสะอาดได้ง่าย 
การป้องกันเสียง เสียงรบกวนมักจะมาจาก เสียงรบกวนจากข้างบ้าน จากถนน กิจกรรมในบ้าน เครื่องระบายความร้อน ห้องน้ำ ดังนั้น จึงควรป้องกันเสียงจากที่ต่างๆนี้ เช่น การใช้หน้าต่าง ที่ไม่เปิดรับเสียงรบกวนจากภายนอกโดยตรง, การจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานให้เป็นสัดส่วน, การกั้นผนังห้องน้ำยันพื้นเพดาน และใช้ประตูทึบ, การกั้นผนังห้อง การตั้งเครื่องระบายความร้อน ไม่ให้เสียงรบกวนบ้านของตัวเอง และบ้านของคนอื่น

Read More


   ชม แบบลายผนัง ลายกระเบื้องห้องน้ำ สีสันสวยงามสไตล์โมเดิร์น เรียบหรู ลักษณะเป็นรูป 6 เหลี่ยม ต่อๆ กัน เป็น Pattern เติมแต่งสีสัน บางจุด บางมุม ดูมีมิติ น่าค้นหา พร้อมนำโคมไฟแขวนเป็นกิมมิค (Gimmick) อีกอย่างให้กับห้องน้ำดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เฉพาะห้องน้ำเท่านั้นที่สามารถนำเป็นไอเดียทำพื้นผนังได้ จะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ก็ดูสวยเรียบหรู มีความเป็นมเดิร์นได้เหมือนกัน






แบบลายผนัง ลายกระเบื้องห้องน้ำ สีสันสวยงาม

Read More


   หากได้อ่านหนังสือที่สนใจ ในเรื่องที่กำลังชื่นชอบ อาการนึกที่เกิดขึ้นเลยคือ ไม่สามารถวางหนังสือลงได้ก่อนที่จะอ่านจบทั้งหมดเล่ม แต่จะยิ่งดีไปกว่าการได้นั่งอ่านหนังสือจนจบเล่ม คือการได้นั่งอ่านในมุมที่สบาย แสนผ่อนคลาย จนไม่อยากจะวางหนังสือและไม่อยากจะลุกไปไหนให้เสียเวลาแม้สักวินาทีเดียว วันนี้บ้านไอเดียจึงรวมรวบมุมสวยๆ สบายๆ ไว้สำหรับนั่งอ่านหนังสือมาฝาก 9 มุมนี้ ตกแต่งแตกต่างกันออกไป แต่ที่เหมือนกันก็คือ ทั้ง 9 มุมให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง สบายตา ลองไปชมกันดูว่ามุมไหนจะเข้ากันบ้านเรามากที่สุด ลองนำไปเป็นไอเดียแต่งกันดู จะได้มีมุมนั่งอ่านหนังสือได้ตลอดทั้งวัน









อ่านหนังสือให้เพลิดเพลิน กับมุมสวยๆในบ้าน

Read More


       “วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้าง ไหมหนอเธอ” เข้าเนื้อหาด้วยบรรยากาศชิวๆ ยามฝนตก หากคุณอยากนั่งชิวๆ ในบรรยากาศที่่สบายๆ ไม่ว่าฝนจะตก หรือรับลมสบายๆ แน่นอนว่า ริมหน้าต่างจำเป็นต้องมีที่นั่ง สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” นำไอเดียการตกแต่งพื้นที่ริมหน้าต่าง จัดสรรใหม่ให้คุ้มค่า จากพื้นที่ว่างๆ กลับกลายเป็นพื้นที่มีประโยชน์ สามารถเก็บของใช้ได้ และที่ดีไปกว่านั้น คุณสามารถ นั่ง หรือนอน ริมหน้าต่าง อาจใช้สำหรับเป็นพื้นที่นอนอ่านหนังสือในวันหยุด ทั้งสวยงาม คุ้มค่าและลงตัว








เติมเต็มพื้นที่ความสุข บรรยากาศชิวๆ ริมหน้าต่าง

Read More


      ในการตกแต่งบ้านสมัยโมเดิร์น บางครั้งการออกแบบที่เน้นความสะดวกสบายจนเกินไป อาจจะทำให้เกิดรู้สึกแข็งกระด้างขึ้นได้อย่างไม่รู้ตัว แต่หากลองเติมแต่งสีสันที่สดใสเข้าไปให้มีชีวิตชีวาเพียงสักเล็กน้อย ความแข็งกระด้างและความล้ำสมัยจนเกินไป อาจจะลดน้อยลง จนถึงจุดที่พอดี ที่ทำให้คนอยู่อาศัยอยู่แล้วผ่อนคลาย สบายใจ อย่างเช่น การตกแต่งภายในที่ใช้สีส้มมาช่วยในการตกแต่ง ทาผนัง เพดานเพียงไม่กี่จุด ตัดกับความสว่างจากเฟอร์นิเจอร์โทนสีขาวที่สะอาดสะอ้าน ชุดโซฟาและพรมปูพื้นทรงกลม เป็นการเพิ่มความนุ่มนวลและโปร่งเบาลงไป แสงสว่างจากหลอดไฟบนเพดาน และจากโคมไฟ สร้างบรรยากาศอันน่าพักผ่อนชวนให้เคลิบเคลิ้ม











เพิ่มความสดใสและสว่างให้กับภายในบ้าน อย่างมีมิติ

Read More

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559



เวลาเหนื่อยล้าจากการทำงาน การเรียน หรือปัญหาต่างๆในชีวิต หากได้นั่งพักสักหน่อยไม่นานอาการเหนื่อยล้า อาการเครียดก็อาจจะคลายลงไปบ้าง การตกแต่งห้องนั่งเล่นให้สวยและดูผ่อนคลายจะช่วยให้อาการเหนื่อยลดลงได้เร็วกว่าเดิม ไอเดียการตกแต่งที่นำมาให้ชมกันในวันนี้ เน้นการสร้างบรรยากาศที่น่าพักผ่อน เพียงแค่เดินเข้ามาภายในห้องไม่ทันได้นั่งบนโซฟาก็รู้สึกดีทันที องค์ประกอบหลายๆอย่างทำให้ห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่สร้างความผ่อนคลายได้ อาทิเช่น โทนสี เฟอร์นิเจอร์ แสงสว่าง และธรรมชาติ



โทนสี การเลือกโทนสีที่อ่อนโยน อบอุ่น หรือโทนสีสว่างสดใส ทำให้อาการท้อแท้ อ่อนล้าเปลี่ยนผันเป็นความสดชื่นเบิกบานขึ้นมาได้


เฟอร์นิเจอร์ เป็นส่วนประกอบสำคัญในห้องนั่งเล่นเลยทีเดียว เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ภายในห้อง สีสันที่สดใสน่ามอง รวมถึงการเข้ากันกับองค์รวม โซฟาควรเลือกที่นั่งสบาย นุ่มน่าสัมผัส ของตกแต่งห้อง เช่น ภาพถ่ายติดผนัง จะเป็นภาพของครอบครัว หรือสถานที่ที่ชื่นชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้อารมณ์ที่ตึงๆเครียดๆ ผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ



แสงสว่าง ทั้งแสงจากธรรมชาติภายนอกและแสงจากหลอดไฟภายในห้อง แสงสว่างช่วยสร้างความปลอดโปร่งและความโล่งสบายได้เป็นอย่างดี เมื่อในห้องมีความปลอดโปร่ง ความเหนื่อยก็จะค่อยๆลดลงและหายไปในที่สุด

ธรรมชาติ ห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดกับสวน และสามารถมองเห็นได้อย่างถนัดตา ความสดชื่นจากต้นไม้ ดอกไม้ในสวน เติมความแจ่มใสเบิกบานให้ภายในห้องได้ หรือหากห้องนั่งเล่นไม่ได้อยู่ติดกับสวน ต้นไม้เล็กๆในกระถาง ดอกไม้ในแจกัน ก็ช่วยสร้างความเบิกบานใจได้เช่นกัน


เมื่อจัดตกแต่งห้องนั่งเล่นให้ผ่อนคลายแล้ว อย่าลืมที่จะเติมสิ่งที่สำคัญที่สุดเข้าไป นั่นคือ กำลังจากคนในครอบครัว คำพูดดีดี รอยยิ้มแสนหวาน หรืออ้อมกอดที่แสนอบอุ่น เมื่อองค์ประกอบภายนอกรวมเข้ากับองค์ประกอบภายใน อาการเหนื่อยล้าจากงาน จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุขเบิกบานใจขึ้นมาแทน





ห้องนั่งเล่นคลายเหนื่อย ไอเดียแต่งสวยอย่างสบาย

Read More

Copyright © 2014 ออกแบบบ้านและสวน | Designed With By Blogger Templates | Distributed By Gooyaabi Templates
Scroll To Top