วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

NEW

บ้านสไตล์กระท่อม หรือ คอตเทช สไตล์เป็นบ้านที่มีรูปทรง ที่ดูอบอุ่นให้ความประทับใจทุกครั้งที่เห็น เหมาะที่จะเป็นบ้านพักผ่อน อันสุขสงบ บ้านซึ่งให้คุณหลีกลี้จากสภาพแวดล้อม ที่จำเจของชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น กระท่อมน้อยริมทะเล บนภูเขาใน ชนบทหรือแม้แต่กระท่อม น้อยกลางเมือง
มีหลายๆ ท่านที่ชอบไอเดียของบ้านสไตล์กระท่อม ได้นำมาสร้างเป็นบ้านสำหรับพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ เป็นสถานที่ฟอกปอดให้ได้รับ อากาศบริสุทธิ์ อย่างเต็มที่ได้นอนหลับสบายเต็มอิ่ม นอนอ่านหนังสือ หรือชมนกชมไม้ได้ทั้งวัน ได้ขุดดินทำสวนอย่างเป็นอิสระ บ้านสไตล์กระท่อมจึงเป็นบ้านที่ไม่เน้น ความใหญ่โตหรูหรา แต่เป็นบ้านที่คุณสามารถดูแลได้ด้วยตัวเองเนื้อที่ไม่ต้องมากนัก มีอุปกรณ์ อำนวยความสะดวกครบครัน และประดับตกแต่งด้วย วัสดุที่คงทนราคา ไม่ต้องแพง แต่มีรายละเอียด และความประณีตพิถีีพิถันของช่างผู้ชำนาญ บ้านทรงกระท่อม จะเป็นบ้านที่แสดงออกถึง บุคลิกลักษณะของตัวคุณเองอย่างเต็มที่ เพราะทุกอย่างของบ้าน เป็นสิ่งที่คุณได้เลือกสรรให้เหมาะกับ ชีวิตและอารมณ์ของคุณอย่างละเมียดละไม
หลายท่านอาจรู้สึกว่าบ้านสไตล์กระท่อมนี้ดูจะเหมือนๆ กับบ้านสไตล์คันทรีที่ได้เคยนำเสนอไปแล้ว ในความเป็นจริง ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะรากฐาน ของบ้านทรง กระท่อมนี้ ก็มาจากบ้านสไตล์คันทรีนั่นเอง แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเรื่องขนาดของตัวบ้าน วัสดุและฝีมือของช่าง สไตล์คันทรี นิยมใช้วัสดุที่เป็น ธรรมชาติและหาได้ในท้องถิ่นแถบนั้น ส่วนฝีมือช่างก็อาจจะไม่ประณีตในรายละเอียดมากนัก ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างได้พัฒนามากขึ้น และกลายเป็นระบบ อุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ บ้านสไตล์คันทรีที่แท้จริงจึงมักสูญหายไป และทดแทนด้วยสไตล์คันทรีที่ใช้วัสดุอย่างใหม่ แต่ยังคงไว้ด้วยการตกแต่ง ที่แสดงถึงจารีตประเพณีของท้องถิ่นนั้น
บ้านกระท่อมในยุคต้น เกิดขึ้นตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มคิดที่จะสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เริ่มจากกระท่อมไม้มุงด้วยหลังคาจาก หรือแฝก พัฒนามาเป็น กระท่อมของชาวนา ที่เรียบง่ายอยู่สบาย และมีวิวัฒนาการข้ามศตวรรษมาสู่บ้านกระท่อมในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีเสน่ห์น่ารักสำหรับ การมาใช้ชีวิตครอบครัว ที่หลบจากความสับสนของชีวิตประจำวันมาสู่ความเงียบสงบและอบอุ่นในกระท่อมน้อยนี้
จากศตวรรษหนึ่งสู่ศตวรรษหนึ่ง บ้านทรงกระท่อมก็ได้แปรเปลี่ยนรูปร่างไปหลายแบบตามอิทธิพลของวัฒนธรรมและสังคมในแต่ละสมัย จากกระท่อมหลัง คาแฝก ทรงอังกฤษ (English cottage) มาสู่ กระท่อมทรงคลาสสิกเคปคอต (Cape Cod cottage) และพัฒนามาเป็นบ้านทรงกระท่อม ที่มีรูปแบบเป็น บ้านอยู่อาศัยอันทันสมัย ของผู้คนในยุคปัจจุบันกระท่อมอังกฤษ (English cottage) รากฐานของบ้านทรงกระท่อมได้เริ่มต้นขึ้น ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 จากการเป็นบ้านในสไตล์ระดับกลาง ที่ี่คั่นระหว่างปราสาทราชวังอันหรูหรา ของเหล่าขุนน้ำขุนนาง และบ้านชาวนา ที่ยากจนคอตเทชเป็น บ้านของชาวชนบท ที่มีฐานะปานกลางมีขนาดพอเหมาะและมีการตกแต่งที่งดงามเหมาะกับฐานะ พื้นที่ใช้สอยเป็นบ้านขนาดสองชั้น ชั้นบนเป็นส่วนห้องนอน มีหลังคาสูงชัน และมีขนาดกว้างขวางกว่ากระท่อมมุงแฝก ในช่วงปลายทศวรรษ ค.ศ. 1800 กระท่อมในอังกฤษ ก็ได้แปรรูปโฉมเป็น กระท่อมน้อย ที่ได้รับการประดับตกแต่งราวกับภาพเขียน ด้วยเครื่องตกแต่งอย่างในยุคกลางคือ หน้าต่างกระจกแบ่งซอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีกันสาดเล็กๆ คลุมหน้าต่าง หลังคาสูงชัน เป็นบ้านที่ชวนฝันอย่างในเทพนิยาย
บ้านทรงกระท่อมในสหรัฐอเมริกา กระท่อมรุ่นแรกเริ่มจากการก่อสร้างของชาวอังกฤษที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แมทซาชูเสทส์และได้นำเอาวัฒนธรรม กับรูปแบบของบ้านทรงกระท่อมติดมาจากถิ่นฐานเดิมของตนจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เราพบว่า ชาวอังกฤษมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่พลีมัท โดยสร้างกระท่อมที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 440 ตารางฟุตหรือประมาณ 40 ตารางเมตร บางครั้งก็น้อยกว่านั้นตามแต่ที่ครอบครัวของตนจะมีกำลังสร้างได้
รูปแบบของบ้านกระท่อมสร้างขึ้นจากไม้โอ๊คและหิน หลังคาคลุมด้วยอ้อหรือฟาง ฝาทำด้วยไม้โอ๊คหรือไม้ขัดแตะ และใช้แผ่นไม้ปิดอีกชั้นหนึ่งบางครั้ง ฉาบผิวด้วย ดินทรายและหญ้าเพื่อป้องกันน้ำซึมเมื่อฝนตกหนัก

บ้านสไตล์กระท่อม


กระท่อมทรงเคปคอต ช่วงระยะเวลา 10 ปีต่อจากนั้น ผู้คนที่มาตั้งถิ่นฐานใหม่ต่างยุ่งอยู่กับการสร้างบ้านเรือนของตน นับตั้งแต่บ้านที่เรียบง่าย สมถะจนถึง แบบบ้านที่งดงามหรูหราโดยมีรูปแบบพื้นฐานมาจากบ้านกระท่อมพื้นถิ่นของอังกฤษซึ่งเปรียบเสมือนกับ แผ่นดินแม่ของตนนั่นเอง จนมาถึงช่วงปลาย ศตวรรษที่ 18 บ้านทรงกระท่อมได้เริ่มปรากฏโฉมอย่างโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยรูปทรง บ้านที่มีหลังคาเดี่ยว ทรงจั่วสูงชัน ซึ่งเป็นรูปแบบของบ้านกระท่อมทรงเคปคอตที่คงอยู่ในปัจจุบัน 
ผู้สร้างกระท่อมที่เคปคอต เป็นกลุ่มแรก คงไม่คิดว่ากระท่อมหลังน้อยนี้ จะกลายเป็นต้นแบบของบ้านทรงกระท่อมในสหรัฐฯ เพราะในสมัยนั้นที่เคปคอต ดูจะเป็นแห่งเดียวที่มีวัสดุก่อสร้างครบครัน ซึ่งแตกต่างจากมลรัฐอื่นๆ ในสหรัฐ กระท่อมเคปคอตปรากฏ โฉมออกมาได้อย่างน่ารักด้วยสัดส่วน ที่พอเหมาะของ ช่วงเสา 10 ฟุต x 10 ฟุต ที่สามารถลากต่อกันลงบนพื้นทรายแสดงแปลนและนำ ไปสร้างณสถานที่ต่างๆได้โดยใช้แบบเดียวกัน กระท่อมเคปคอตจึง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการสร้างบ้านในสหรัฐฯ กระท่อม เคปคอต ประกอบด้วย โถงอเนกประสงค์ 1 ห้อง และเฉลียงทางเข้า เล็กๆพร้อม ด้วยเตาผิง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวใจของบ้านเลยทีเดียว ส่วนฝาด้านนอกทำด้วยไม้ตีเกล็ดตามนอน หน้าต่างบานเลื่อนขึ้นลงแบ่งซอย เป็นลูกฟักเล็กๆมีสัดส่วนอยู่ที่ 12 ช่อง สำหรับบานล่างและ 8 ช่อง สำหรับบานบน มีกันสาดเล็กๆเหนือหน้าต่าง เพราะเนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้มีลมแรงหากมีกันสาดใหญ่ก็จะทำให้เกิดความเสีย หายเวลามีพายุได้เมื่อกระท่อมคลาสสิกหลังนี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ และพันธุ์ไม้ที่เลื้อยพันอยู่โดยรอบไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้ถึง ความงามน่ารักมีเสน่ห์ของ กระท่อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านทรงกระท่อมได้รับ ความนิยมอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยพื้นฐานของบ้านทรงกระท่อม ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ได้ทำให้บ้านกระท่อมมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ในยุคปัจจุบัน และได้กลายเป็นสไตล์บ้าน ที่ได้รับความนิยมมาก สไตล์หนึ่ง บ้านทรงกระท่อมได้ถูกดัดแปลง มาสร้างอยู่ในเมือง เพราะความกะทัดรัดของ บ้านช่วยในเรื่องการประหยัดพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังประหยัดเงินค่าก่อสร้างบ้านกระท่อม สามารถจะสร้างสรรค์ให้มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ได้ไม่รู้ลืมได้ไม่แพ้ คฤหาสน์หลังใหญ่ๆ ด้วยการตกแต่งที่ปลุกเร้าความรู้สึก ที่อบอุ่นเป็นกันเองตั้งแต่บรรยากาศ ของธรรมชาติ ภายนอกตัวบ้านมาจนถึงการตกแต่งภายใน

Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Home_Plan/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1.htm#ixzz41HE9PXky

Read More


วัสดุก่อสร้างพื้นฐานที่มักใช้กับบ้านในสไตล์นได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้า อลูมิเนียม กระจกได้กลายมาเป็น วัสดุก่อสร้างที่มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เฉพาะกับบ้านพักอาศัยหากยังใช้กับอาคารสูงๆ อีกมากมาย ซึ่งได้พัฒนารูปแบบมาเป็นอาคารชุดพักอาศัยหรือคอนโดมิเนียมในปัจจุบันอีกด้วย
จุดเด่นของบ้านอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์
แนวคิดของบ้านในแนวอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์ ได้ลงรากปักฐานอย่างเหนียวแน่นในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1930 โดยมีจุดเริ่มต้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งมีภูมิอากาศสบายๆ แบบเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นถิ่นของอเมริกันชนในระดับมหาเศรษฐี เนื่องจากการก่อสร้างบ้านในสไตล์ นี้มีต้นทุนสูงจากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ คือ เหล็ก ซึ่งมีราคาแพง เหมาะสำหรับบ้านที่มีขนาดใหญ่ เพราะกำลังของเหล็กสามารถ ใช้พาดช่วงเสากว้างๆได้ บ้านสไตล์นี้จึงมักเป็นบ้านของชนชั้นแนวหน้า หรือผู้มีอันจะกินเป็นส่วนใหญ่ในยุคนั้น
บ้านในแนวอินเตอร์เนชั่นแนลสไตล์สะท้อนลักษณะของการใช้หลังคาแบน โดยรูปร่างหน้าตาของตัวบ้านจะเลี่ยงความสมมาตร หรือความเหมือนกัน ของด้านซ้าย และด้านขวานั่นก็คือการออกแบบจัดแกนให้เป็นแบบอสมมาตร และแสดงโครงสร้างเหล็กหรือคอนกรีตชัดเจน ประตูหน้าต่างมักใช้วงกบ และบานกรอบทำด้วยโลหะเช่นอลูมิเนียมหรือเหล็ก ผนังเกลี้ยงไร้เครื่องประดับและลวดบัวตกแต่ง ประตูทางเข้าก็ไม่ได้เน้นให้เด่นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากบ้านเรือนในแบบประเพณีนิยมในศตวรรษที่ 19 อย่างสิ้นเชิง

บ้านสไตล์อินเตอร์เนชั่นแนล


โครงสร้างของบ้านในสไตล์นี้ผนังภายนอกจะถูกออกแบบให้เป็นอิสระไม่ต้องรับน้ำหนักจากส่วนอื่นๆ ของโครงสร้าง และมักถูกแขวนหิ้วไว้ด้วย โครงสร้างเหล็กอย่างที่เรียกว่า ผนังม่าน หรือcurtain wall ทำให้มักมีช่องหน้าต่างกระจกเป็นแถบริบบิ้นวิ่งรอบผนังบ้านรวมทั้งตรงมุมของอาคาร ด้วยส่วนผนังภายในก็เป็นผนังเบาโครงสร้างอิสระ ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากกั้นแบ่งพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนตามความต้องการ หลังคาแบน มักมีส่วนยื่นเพื่อให้ดูผนังภายนอกเบาและลอย

โครงสร้างของบ้าน


Read More








แบบบ้านสองชั้นสไตล์โมเดิร์น



Read More




Read More

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559





เตียงนอน

การเลือกเตียงสำหรับลูกควรเลือกชนิด ที่แข็งแรง และปลอดภัย ถ้าลูกยังเล็ก เลือกเตียงแบบที่มี ลูกกรงโดยรอบ (Cot) เพื่อกันไม่ให้เด็กตกเตียง ลูกกรง ควรจะสูงอย่างน้อย 59.5ซม. และใช้ลูกกรงแนวตั้ง เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ใช้เป็นบันได ปีนออกมาได้ ระยะห่าง ระหว่างลูกกรงแต่ละซี่ไม่ควรน้อยกว่า 25 ซม. หรือ 1 นิ้ว และไม่มากกว่า 6 ซม. หรือ 2 นิ้ว เพื่อที่เด็กจะได้ไม่ยื่น ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เข้าไปติดอยู่ ในระหว่าง ลูกกรงได้ และเตียงเด็กส่วนมากจะมีด้านที่ปรับขึ้นลงได้ เพื่อความสะดวก ในการทำเตียงและอุ้มเด็กเข้าออก ตัวล็อกลูกกรงนี้ต้องแข็งแรง และแน่นหนาพอที่เด็กจะ ไม่กดมันลงไปได้เอง เมื่อเด็กโตขึ้น จนไม่ต้องนอน เตียงแบบนี้แล้ว อาจดัดแปลง มันเป็นโซฟา สำหรับพักผ่อนก็ได้

ที่นอน

ไม่ควรให้เด็กนอนที่นอนเก่า เพราะนอกจาก จะไม่ถูกสุข ลักษณะแล้ว ที่นอนเก่ายังมักจะเสียรูปแล้ว ทำให้รูปร่างของเด็กที่กำลังโตเสียได้ เพราะเด็กจะเติบโต มากที่สุดเวลาที่แกนอนหลับ ควรซื้อที่นอนที่ดีที่สุดให้ลูก
ควรเลือกเที่นอนให้มีความกว้างอย่างน้อย 100 ซม. เพราะเด็ก มักจะนอนดิ้นมากกว่าผู้ใหญ่ การเลือก ที่นอน นิ่ม หรือแข็งนั้น ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของคน ที่นอนคนที่น้ำหนักมาก ต้องการที่นอนแข็ง ๆ ซึ่งสามารถ รับน้ำหนักได้ดี และคนที่เบากว่า ก็ต้องการเตียง ที่นุ่มกว่า เพราะฉะนั้นอย่าเลือก เตียงที่แข็งเกินไป สำหรับเด็กเล็ก ๆ เวลาซื้อที่นอนให้ลูก ให้พาแกไปด้วย แล้วให้ลองนอนดู จากนั้นสอดมือเข้าไปโดยคว่ำฝ่ามือลง ใต้ชายกระเบน เหน็บ ถ้ามีช่องว่าง แสดงว่าเตียงแข็งเกินไป หรือถ้าสอดมือเข้าไปลำบาก ก็แสดงว่ามันนิ่มไป แต่ถ้าสอดมือเข้าไปได้ โดยไม่มี ช่องว่าง ก็แสดงว่าที่นอนนั้น เหมาะสม ดีแล้ว และเพื่อช่วย ยืดอายุ การใช้งาน ของที่นอน อย่าให้ลูกกระโดดเล่น บนเตียง เป็นอันขาด .

เฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ และที่เก็บของ

เฟอร์นิเจอร์ใน ห้องเด็ก แต่ละวัยจะมีความพิเศษ แตกต่างกันไป อย่างเช่น ในยามที่ลูกยังดูแลตัวเองไม่ได้ ผู้ที่จะมีส่วนใน การใช้ ห้องเด็ก มากที่สุดก็คือ แม่หรือ ผู้ดูแลเด็ก ดังนั้นควรจัด เฟอร์นิเจอร์ ที่จะเอื้อประโยชน์ ให้กับคุณแม่ด้วย เช่น พื้นที่สำหรับดูแล เปลี่ยนผ้าอ้อม หรือแต่งตัวให้ลูก ซึ่งควรมี ตู้เก็บของจำเป็นอยู่ใกล้มือ เพื่อความสะดวก ของคุณแม่ ซึ่งพื้นที่นี้สามารถปรับเปลี่ยน เป็นโต๊ะเขียนหนังสือ หรือโต๊ะเครื่องแป้งของลูกได้ เมื่อแกโตขึ้น เพราะฉะนั้น ควรเลือกเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ของลูกได้ เมื่อแกโตขึ้น เพราะฉะนั้นควรเลือกเป็นโต๊ะ หรือตู้เตี้ยที่เว้นช่องล่าง เพื่อความสะดวก ในการใช้งาน ต่อไปในอนาคต และนอกจากพื้นที่สำหรับดูแล เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ควรเตรียม เก้าอี้นั่งสบายไว้สักตัว เลือกแบบที่รองรับหลัง ได้อย่างเต็มที่ สำหรับเป็นที่นั่ง เวลาให้นมลูก
นอกจากเตียงนอน ที่ต้องเปลี่ยนเมื่อลูกโตขึ้นแล้ว เฟอร์นิเจอร์ อย่างอื่นควรปรับเปลี่ยนได้ เช่น ตู้เสื้อผ้าเด็ก ตอนแรกเกิดนั้น เสื้อผ้าเด็ก มักจะใช้พับมากกว่าแขวน ดังนั้นลิ้นชักจะสำคัญกว่า ราวแขวนเสื้อ ตู้เสื้อผ้า ของเด็ก จึงควรจะใช้ราว แบบที่ปรับระดับได้ หรือถอดออกได้ โดยคุณอาจเสริม ลิ้นชักแบบตะแกรงลวดเข้าไปชั่วคราว เมื่อเด็กไตขึ้นก็ถอดออก และใส่ราวแขวนเข้าไปแทน ระดับของราวแขวนเสื้อ ก็ควรให้เหมาะกับวัยของเด็ก เพื่อที่เด็กจะสามารถหยิบมาแต่งตัวเองได้
เฟอร์นิเจอร์ สำหรับเก็บของเป็นอีกสิ่งที่จำเป็น สำหรับ ห้องนอนทุกห้องไม่เฉพาะห้องเด็กซึ่งมีทั้งแบบที่เป็น
เฟอร์นิเจอร์ บิลด์-อิน หรือแบบลอยตัว แบบแรกจะเป็นแบบ ที่ใช้งาน ได้ดีที่สุดเพราะประหยัดพื้นที่ และสามารถ ใช้พื้นที่ได้ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ทำให้ได้พื้นที่ เก็บของมากด้วย คุณสามารถออกแบบพื้นที่ ภายในตู้ได้ ตามต้องการ และเหมาะกับห้อง ที่มีรูปร่าง ไม่สมส่วน เพราะสามารถทำให้ลงตัว กับพื้นที่ได้ทุกแบบ เฟอร์นิเจอร์ แบบบิลด์-อิน ยังติดตั้งอย่างมั่นคง ซึ่งทำให้ปลอดภัย เวลาที่เด็กใช้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นหลักเกาะเวลาลุกขึ้นยืน หรือปีนขึ้นไป ส่วนเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว มีข้อดีตรงราคา ถูกกว่า สามารถโยกย้ายได้ตามต้องการหรือซื้อของมา เพิ่มเติมได้ เมื่อเวลาผ่านไป แต่ต้องมั่นใจว่า มันตั้งได้ อย่างมั่นคง พอที่จะไม่ล้มมาทับเด็กได้
ชั้นวางของแบบโล่งก็เป็นเฟอร์นิเจอร์อีกแบบที่มีประโยชน์มากสำหรับห้องเด็ก อาจใช้ชั้นแบบ ปรับระดับได้ เพื่อให้เหมาะกับ เด็กแต่ละวัย เด็กจะได้หัด เก็บข้าวของด้วยตนเอง แต่อย่าวางของหนัก ๆ เอาไว้บนชั้นสูง ๆ เพื่อให้ เด็กหยิบไม่ถึง แต่เด็กอาจจะปีนขึ้น ไป ดึงลงมาจนหล่นลงมาทับเอาก็ได้


Read more: http://www.novabizz.com/CDC/Home_Design/Babyroom_14.php#ixzz40xpSSLKV

Read More



ห้องนอนเด็ก การจัดห้องให้กับเด็กนั้นถือเป็น การสร้างนิสัยให้เด็ก มีความเป็นตัวของตัวเองรู้จักที่ะรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็มีหลายคน ที่จัดทำห้องให้เด็กกัน ตั้งแต่แรกเกิดเลยก็มี ซึ่งตามหลัก ในการตกแต่ง ได้มีการแบ่งวัยของเด็ก ออกเป็น แรกเกิด – 3 ปี, 4 – 8 ปี, 9 – 14 ปี และ 15 ขึ้นไป โดยแต่ละวัยนั้น ก็จะมีพัฒนาการ หรือรสนิยมส่วนตัว ที่แตกต่างกันไป ถึงแม้ ครอบครัว ไทย ๆ จะนิยมให้ลูกนอนด้วย ตั้งแต่แรกเกิดจนโต แต่ในปัจจุบัน หลายครอบครัวก็มักจะจัดเตรียมห้อง ไว้เป็นพิเศษ สำหรับลูกด้วย ซึ่งหากเตรียมการ ตกแต่งไว้อย่างดีแล้ว ก็จะเป็นห้องที่เอื้ออำนวย ความสะดวก ให้กับคุณแม่ในการดูแลลูกน้อย และยังสามารถ ปรับเปลี่ยน การใช้งานสำหรับในยาม ที่ลูกโตพอ จะมีห้องเป็นของตัวเองได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นมาเตรียม สร้าง โลกของเด็ก ให้เหมาะสม กันดีกว่า
สัดส่วนในห้องเด็ก ภายในห้องของเด็กควรมีส่วนต่าง ๆ ดังนี้

  • ส่วนนอน
    เตียงเด็กควรจะจัดเข้ามุมเพื่อให้มีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผนังห้องยังช่วยห้องกันไม่ให้เด็กตกเตียง ขณะที่เด็ก ยัง เล็ก ควรจัดให้นอน รวมกันเพื่อให้เด็ก ๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และควรหลีกเลี่ยงการใช้เตียงสองชั้น เนื่องจากอาจ เกิดอันตรายจากการปีนป่าย และการตกจากเตียงชั้นบนได้
  • ส่วนเด็กเล่น
    เด็ก ๆ เป็นวัยที่ต้องการเล่นสนุกสนาน ส่วนที่จัดไว้ให้เด็กเล่นทั้งกลางแจ้งและในบ้านจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ภายในห้องเด็กควรกันส่วนหนึ่ง ไว้เป็นที่เล่น มีเครื่องเล่นสำหรับพัฒนาการทางกายและสมองของเด็กไว้ให้เด็กด้วย
  • ส่วนทำงาน
    ความต้องการในส่วนนี้เหมาะสำหรับเด็กที่เข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียนแล้วเด้กต้องใช้โต๊ะสำหรับทำการบ้านการฝีมือ เขียนภาพระบายสี ฯลฯ อาจทำเป็นโต๊ะที่พับเก็บได้โดยพับติดฝาผนังหรือติดชั้น หรือเป็นโต๊ะมีล้อเลื่อนเก็บเข้าใต้เตียงหรือพับเก็บเข้าตู้เก็บของได้
  • ส่วนเก็บของ
    ใช้เก็บสิ่งของจำพวกเสื้อผ้า หนังสือและของเล่น จัดไว้ตามที่ที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์ เช่น ตามมุมห้อง ที่ว่างหลังประตู ฯลฯ โดยทำเป็น ชั้นสูง เลือกเก็บของที่หยิบใช้บ่อย ๆ ไว้ในชั้นที่เด็กหยิบถึง ชั้นเก็บของเด็ก อาจใช้ไม้ทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปิดด้านหนึ่ง ทาสีสดใสและมีตัวอักษรติดอยู่ เด็กสามารถใช้เรียงตัวอักษรเล่น หรือ ต่อเป็นโต๊ะได้ เมื่อเลิกใช้แล้ว ก็นำขึ้นวาง ซ้อนกันเป็น ชั้นเก็บของ
ห้องนอนเด็ก


Read more: http://www.novabizz.com/CDC/BabyRoom.htm#ixzz40xp99hac

Read More


    
     ความจำเป็นต่อการตัดสินใจตกแต่ง และ ออกแบบภายใน บ้านนั้น จะต้อง กำหนดพื้นที่ใช้สอย ในแต่ละห้องว่า ตำแหน่งใด จะเป็นที่จัดวาง และจัดเก็บของได้ และเอื้ออำนวย ต่อ การใช้พื้นที่ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด นับตั้งแต่ เนื้อที่ทุกตารางเมตร ที่ให้การจัดวางอย่างมีหลักเกณฑ์ตายตัว แน่นอนเช่น ใต้บันได, ใต้เตียง และบริเวณที่เป็นแแง่มุม หรือ กล่อง หรือตู้ที่แยกส่วนประกอบ และประกอบเข้าด้วยกัน ใน ระบบโมดูล่า ตาม ความเหมาะสมของเนื้อที่ ที่จัดวาง ให้สิ่งของเข้าที่ อย่างมีระเบียบ
ประเภทการจัดวาง มี 2 ประเภท
  การจัดวางชั้นโชว์และวางของใช้
วิธีนี้จะต้องคำนึงถึง ประเภทของ ของที่วาง ให้สามารถมองเห็นได้ง่าย เรียกว่า มองเห็นของโชว์ และของใช้ก็ได้ในขณะเดียวกัน เช่น ตู้มีลิ้นชักไว้เก็บของ พร้อมทั้ง วางของโชว์ ของที่ใช้สอยได้ในเวลาจำเป็น อาจจะวางโทรศัพท์ วางกล่องเย็บปักถักร้อย เป็นต้น

                                                                                              การจัดเก็บรักษาอุปกรณ์เครื่องมือ-เครื่องใช้
ชั้นวางของ    การเก็บของบางอย่างต้องเก็บรักษา ให้ปลอดภัยไว้ก่อน ที่จะเกิดอันตรายขึ้น แก่คนและสัตว์ และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ที่สามารถหยิบฉววยใช้งานได้สะดวกในทันใด
การจัดวางและติดตั้งอุปกรณ์พิเศษต่าง ๆ ในแต่ละห้องจะมีการออกแบบ ในแนวศิลปะที่สามารถจินตนาการได้ ในรูปแบบของตัวเองมากน้อยแค่ไหน จำแนกได้ดังนี้














การติดตั้งชั้นวางของ
กล่าวโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ชั้นวางของเป็นสิ่งที่สามารถติดตั้งได้ในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการอันเหมาะสมของผู้ใช้สอย ตั้งแต่การทำชั้นติดผนัง บริเวณช่องว่างเหนือศรีษะ และบริเวณอื่น ๆ ที่มีที่ว่างพอเพียง
หลักการพิจารณา ติดตั้งชั้นวางของ ในบริเวณที่มีเนือที่จำกัดอาจใช้ วิธีการติดตั้งแบบ Built-in คือ การติดตั้งกับผนัง จะเหมาะสมกว่า การวางบนพื้นแบบอิสระ
ชั้นแบบกล่องแยกชิ้นได้ระบบโมดูลา  ชั้นแบบกล่องแยกชิ้นได้ระบบโมดูลา
การใช้ประโยชน์บริเวณเนื้อที่ ที่อยู่ใต้บันได หรือห้องทำงานก็สามารถ เลือกใช้ อุปกรณ์เก็บของ ที่มีลักษณะเป้นกล่อง หรือเป็นบล็อค ๆ ที่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งเรียกว่า " คิวคิท " หรือ " ลูกบาศก์ " จะมีขนาดกว้างยาวประมาณ 15 นิ้ว
ช่องเก็บของแบบนี้ สะดวกต่อการติดตั้ง และสามารถติดตั้งได้ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน หรือแม้แต่ช่องว่างใต้บันไดก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น เป็น ฉนวนกันความร้อน หรือกันเสียงรบกวนได้อีกด้วย
ห้องเก็บของใต้บันไดคุณสมบัติพิเศษอีกประการหนึ่งคือ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสม จะสังเกตได้ว่า การใช้เก็บของแบบนี้ จะมีเนื้อที่ใช้สอยประโยชน์ได้แทบทุกด้านของกล่อง
นอกจากนั้น เราสามารถใช้ หลักการเดียวกันนี้กับวัสดุอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วางหนังสือ ตะกร้าสาน หรือใช้เก็บของพวกของเล่นใน ห้องนอน และอื่น ๆ อีกมากมาย.
ห้องเก็บของใต้บันได
ใต้บันไดก็เป็นพื้นที่ใช้สอยประโยชน์ได้ดี ในการเก็บของ กระจุกกระจิก แต่ถ้าหากว่าจัดให้ดี ๆ ก็สามารถทำ ที่เก็บกระเป๋า และเสื้อผ้า หรือถ้าหากว่าเรามีเนื้อที่เก็บของ สำหรับพวกนี้ พอเพียงแล้ว พื้นที่บริเวณนี้ไม่ควรปล่อยว่างไว้เฉย ๆ เราสามารถทำเป็นที่เก็บของอื่น ๆ ได้ เช่น ถังแก็ส, ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า หรือเก็บเตารีด ที่รองรีด, ชั้นวางรองเท้า อุปกรณ์ทำความสะอาด หรือกระทั่งอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้าน หรืออะไรอีกจิปาถะ









Read More

Copyright © 2014 ออกแบบบ้านและสวน | Designed With By Blogger Templates | Distributed By Gooyaabi Templates
Scroll To Top